ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านล้านบาท หลังจากมีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดย พ.ร.ก. ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
รายละเอียดของ พ.ร.ก. กู้เงิน
ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงการคลังได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้กู้เงินในสกุลเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล มูลค่ารวมไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
มุมมองจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลปีงบประมาณ 2569 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านล้านบาท จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านบาท จากการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลจะกระจายเครื่องมือการกู้เงินเพื่อลดผลกระทบต่อตลาดการเงินในระยะสั้น โดยอาจใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศผ่านหลายช่องทาง เช่น เงินกู้จากสถาบันการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง นอกเหนือจากการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งคล้ายกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563-2564
ทั้งนี้ สัดส่วนการกู้เงินด้วยเครื่องมืออื่นที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลอาจเพิ่มขึ้นเป็น 16-18% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 จากระดับ 15.5% ในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569 โดยคาดว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และการกู้ด้วยเครื่องมืออื่น 1.1 ล้านล้านบาท
แนวโน้มบอนด์ยีลด์ไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า บอนด์ยีลด์ไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง สอดคล้องกับตลาดพันธบัตรต่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ แม้แผนการออกพันธบัตรรัฐบาลจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมากนักในระยะสั้น แต่ปริมาณการออกพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าอาจเป็นปัจจัยกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเคลื่อนไหวในกรอบสูง โดยเฉพาะตราสารระยะยาวที่มักเคลื่อนไหวตามยีลด์ต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี คาดว่าการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ไทยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ และเศรษฐกิจไทยมีทิศทางชะลอตัว โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปี อาจขยับเข้าใกล้ระดับ 1.30% และ 2.50% ตามลำดับ



