วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการอย่างฉับพลัน รุนแรง และมีความไม่แน่นอนสูง โดยใช้แหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
คณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมสำหรับคนพิการ
นอกจากนี้ ยังอนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 โดยวงเงินคงเหลือในเดือนใดจะไม่สะสมไปเดือนถัดไป
กระทรวงการคลังจะเร่งรัดดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมประสานกับกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
ระยะเวลาโครงการ
โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมถึง 30 กันยายน 2569 โดยเปิดรับลงทะเบียนร้านค้าดังนี้
- ผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมถึง 30 กันยายน 2569
- ผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนที่สาขาธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมถึง 31 กรกฎาคม 2569
เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 ถึง 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00-22.00 น. จนกว่าจะครบ 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้าย แล้วแต่เกณฑ์ใดถึงก่อน
ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. โดยซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-21.00 น.
กลุ่มเป้าหมาย
ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติดังนี้
- เป็นผู้มีสัญชาติไทย
- มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
- มีบัตรประจำตัวประชาชน
- ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต
- ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569
การใช้จ่าย
ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 (4 เดือน) โดยวงเงินสิทธิคงเหลือในเดือนใดจะไม่ทบไปเดือนถัดไป ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติ โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด
โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) จะช่วยรักษาการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยังจะได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารสินค้าคงคลังและสภาพคล่อง การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี และการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป



