ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 25% กับสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับสินค้าทุกประเภทที่นำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นมาตรการที่สร้างความกังวลในแวดวงการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอเมริกาเหนือที่พึ่งพาการค้าขายระหว่างกันอย่างมาก
การตัดสินใจครั้งนี้มีผลบังคับใช้ทันที โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและลดการขาดดุลการค้าที่สหรัฐฯ มีกับทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตรและยานยนต์
ปฏิกิริยาจากแคนาดาและเม็กซิโก
นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดของแคนาดาและประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ของเม็กซิโกต่างออกมาประณามการกระทำของทรัมป์ โดยระบุว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อสินค้าของสหรัฐฯ ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงในภูมิภาค
แคนาดาซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ระบุว่า จะเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราเดียวกันกับสินค้าสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ารวมหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เม็กซิโกขู่ว่าจะหันไปพึ่งพาตลาดอื่น เช่น จีนและยุโรป เพื่อลดผลกระทบ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศชี้ว่า มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากทั้งสามประเทศ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอเมริกัน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันทีหลังจากมีข่าวประกาศ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มยานยนต์และค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่นักลงทุนจับตาดูการเจรจาระหว่างสามประเทศอย่างใกล้ชิด
ทรัมป์ยืนยันว่า จะไม่ยกเลิกมาตรการนี้จนกว่าทั้งแคนาดาและเม็กซิโกจะยอมปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี



