สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ากว่า 18 หมื่นล้านดอลลาร์ เริ่มมีผล 1 ส.ค.นี้
สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจีน 18 หมื่นล้านดอลลาร์ เริ่ม 1 ส.ค. (13.03.2026)

สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ากว่า 18 หมื่นล้านดอลลาร์ เริ่มมีผล 1 สิงหาคมนี้

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ากว่า 18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เป็นหลัก โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทของความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก

รายละเอียดของมาตรการภาษีนำเข้า

ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกนำไปใช้กับสินค้าจีนหลากหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและอาจนำไปสู่การตอบโต้จากฝั่งจีนในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจวิเคราะห์ว่า การขึ้นภาษีในครั้งนี้อาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจีนในสหรัฐฯ สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าที่จำหน่ายให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเทศ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ทางการค้า

มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ นี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการค้าที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2018 การขึ้นภาษีในครั้งนี้อาจทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ในขณะเดียวกัน จีนอาจตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ หรือการจำกัดการเข้าถึงตลาด ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการค้ายิ่งซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่า หากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ

โดยสรุป การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคตอันใกล้