กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าควบคุมห่วงโซ่ผลไม้ไทยอย่างเป็นระบบ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายในพิธีโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศว่า โครงการจับคู่ธุรกิจในปีนี้ถือเป็นปีที่ 7 และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลผลิต โดยนโยบายหลักคือการดูแลห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การดูแลผลผลิตของเกษตรกรในส่วนต้นน้ำ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในส่วนกลางน้ำ ไปจนถึงการส่งออกและกระจายสินค้าในส่วนปลายน้ำ
โอกาสทองจากมาตรา 122 ของสหรัฐอเมริกา
นางศุภจีได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญเรื่องมาตรการทางการค้าโลก โดยเฉพาะมาตรา 122 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการประกาศรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า โดยสับปะรดและสับปะรดแปรรูปของไทยเป็นหนึ่งในรายการที่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีภายใต้มาตรานี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า นี่ถือเป็นโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งทำตลาดและส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่จำกัดนี้
กลยุทธ์การตลาดเจาะลึกในต่างประเทศ
ด้านกลยุทธ์การตลาด กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ตลาดเชิงลึก โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 ตลาดหลัก ดังนี้
- ตลาดจีน: นอกเหนือจากเมืองหลัก 7 จุดเดิม จะมุ่งเน้นเจาะเมืองรองที่มีศักยภาพ โดยใช้ทุเรียนเกรด GI และเกรดพรีเมียมเข้าไปทำตลาดระดับบน
- ตลาดตะวันออกกลาง: เน้นการส่งออกผลไม้แปรรูปเป็นหลัก เพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนขยายสู่ผลไม้สด
- ตลาดคาร์บอนต่ำ: พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเจาะตลาดพรีเมียมที่มีราคาสูง
ความสำเร็จและเป้าหมายในปี 2568
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ผลไม้ยังคงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีการส่งออกมากกว่า 4.44 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 294,129 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่อง 3.83%
สำหรับการจัดงานในปีนี้ มีการจับคู่ธุรกิจและมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 101 ราย เจรจาการค้ากับผู้นำเข้า 94 บริษัทจาก 18 ประเทศ โดยตั้งเป้าเกิดการเจรจารวมกว่า 600 คู่ มีการลงนาม MOP หรือการลงนามซื้อขายล่วงหน้ากับผู้นำเข้าจากดูไบ โดยมีปริมาณการซื้อขายเบื้องต้นกว่า 3,000 ตัน
การส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่
นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโครงการ Agree Export Star Pitching Challenge โดยคัดเลือกผู้ประกอบการ 6 รายสุดท้ายจากผู้สมัคร 18 ราย เพื่อเป็นตัวแทนธุรกิจที่จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 แสดงศักยภาพ SME ไทยในระดับสากล
นางศุภจีได้ฝากถึงพันธมิตรทุกภาคส่วนว่า การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่คู่แข่งในประเทศ แต่เพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ ต่างเร่งพัฒนาสินค้าเกษตรเช่นกัน ดังนั้น ขอให้เกษตรกรไทยช่วยกันดูแลเรื่องคุณภาพ เพื่อยกระดับให้โลกเห็นว่าผลไม้ไทยคือระดับพรีเมียมและน่าเชื่อถือที่สุด



