บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "บัตรคนจน" กำลังจะถึงเวลาปรับใหญ่ครั้งสำคัญ รัฐบาลเตรียมทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรจำนวน 13.5 ล้านคน โดยในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ จะเปิดให้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อรับการช่วยเหลือ ซึ่งจะมีผลใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นระยะเวลา 4 เดือน
เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าเป็น 1,000 บาทต่อเดือน
สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13.2 ล้านคน จะได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นใน 2 เดือนแรก โดยจากเดิมที่ได้รับ 300 บาทต่อเดือน จะเพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 2,000 บาทต่อคนในช่วง 2 เดือนแรก หลังจากนั้นจะมีการประมวลผลการลงทะเบียนรอบใหม่ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ถือบัตรว่ายังมีสิทธิ์ครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงเพิ่มผู้ที่ตกหล่นจากรอบก่อนหน้า
เงื่อนไขสำคัญในการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- รายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงรายได้ของครอบครัวต่อคนต่อปีก็ไม่เกิน 100,000 บาท
- ทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝาก สลาก พันธบัตร และตราสารหนี้ภาครัฐ มีไม่เกิน 100,000 บาท
- หนี้สินจากการกู้ซื้อบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และกู้ซื้อรถไม่เกิน 1 ล้านบาท
- เงื่อนไขด้านอสังหาริมทรัพย์ แบ่งตามสถานภาพครอบครัวและการใช้ประโยชน์
ประวัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ในสมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ National e-Payment ต่อมาในปี 2565 ได้เปิดให้ลงทะเบียนอีกครั้งภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ระหว่างวันที่ 5 กันยายน ถึง 19 ตุลาคม 2565
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
- วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อคนต่อเดือน
- ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
- วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน
- เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน สำหรับผู้พิการที่ได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาท
งบประมาณและการทบทวนครั้งใหม่
งบประมาณของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ล่าสุดคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 2,900 ล้านบาท ให้กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับจัดสรรสวัสดิการอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2568
การทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่นี้จะช่วยให้การช่วยเหลือของภาครัฐตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยผู้ที่หลุดจากสิทธิ์จะต้องไปใช้โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งต้องลงทะเบียนใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" หรือเว็บไซต์ เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบรายได้ที่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี



