หนี้สาธารณะไทย 12.6 ล้านล้าน ใกล้เพดาน 70% เสี่ยงเปราะบาง
หนี้สาธารณะไทย 12.6 ล้านล้าน ใกล้เพดาน 70%

หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งใกล้เคียงกับกรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 มากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่รัฐบาลได้กู้เงินเพิ่มเติมอีก 400,000 ล้านบาทเพื่อพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ภาพรวมหนี้สาธารณะไทย

ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าหนี้สาธารณะไทยขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หนี้สาธารณะไทยยังไม่ถึงระดับวิกฤต แต่เริ่มมีความเปราะบางมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดในการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรอบใหม่

แรงกดดันจากราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ธนาคารกรุงเทพ ผ่าน Bnomics วิเคราะห์ว่าหนี้สาธารณะไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งราคาพลังงานที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ภาพรวมในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนแค่ระดับหนี้ที่สูงขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงข้อจำกัดของรัฐในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อจำกัดทางการคลังของไทย

ไทยยังคงขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องและจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิมบางส่วน ทำให้ภาระหนี้เริ่มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของนโยบายการคลังในระยะต่อไป รัฐบาลต้องเผชิญกับโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพการคลัง และการรักษาความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

หนี้สาธารณะไทยที่ร้อยละ 66.1 ของ GDP ยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง เช่น สหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนหนี้เกินร้อยละ 100 และญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้เกินร้อยละ 200 ของ GDP อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบเพียงตัวเลขหนี้ต่อ GDP อาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมด เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วมีข้อได้เปรียบ เช่น ตลาดการเงินที่ลึกกว่า ต้นทุนการกู้ต่ำกว่า ฐานรายได้ภาครัฐที่แข็งแรงกว่า และสถานะสกุลเงินที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับโลก

เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะค่อนข้างสูง โดยอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะเพียงร้อยละ 25-40 ของ GDP ดังนั้น หากเกิดวิกฤตใหม่ในอนาคต ไทยอาจมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

จุดเปลี่ยนสำคัญของหนี้สาธารณะไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญของหนี้สาธารณะไทยเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน จนนำไปสู่การปรับเพดานหนี้จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของ GDP ในปี 2564 ในเวลานั้น การกู้เพิ่มยังถูกมองว่าเป็นมาตรการฉุกเฉิน แต่ในปี 2569 ปัญหาเริ่มเปลี่ยนจากวิกฤตชั่วคราวไปสู่ข้อจำกัดระยะยาว

เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการลงทุนเอกชนที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย ผลิตภาพที่เติบโตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และฐานภาษีที่ขยายได้จำกัด ขณะที่ภาครัฐมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ การดูแลค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และการรองรับสังคมสูงวัย

ความเสี่ยงสำคัญ: วงจรโตต่ำและหนี้สูง

ในทางเศรษฐศาสตร์ หนี้สาธารณะสามารถมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม หากการกู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องแต่ไม่สามารถสร้างผลิตภาพหรือการลงทุนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจได้จริง หนี้ที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินออมของประเทศลดลง อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น การลงทุนภาคเอกชนชะลอลง และสุดท้ายกระทบต่อผลิตภาพแรงงานและการเติบโตระยะยาว

ภาวะ low-growth debt trap เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าเกินกว่าจะรองรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องกู้เพิ่มเพื่อพยุงเศรษฐกิจต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และลดความยืดหยุ่นทางการคลังลงเรื่อย ๆ

จุดแข็งและจุดอ่อนของไทย

จุดแข็งสำคัญของไทยคือ หนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นหนี้สกุลเงินบาทและกู้ภายในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับต่ำ และลดโอกาสเกิดวิกฤตหนี้ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้กำลังกระจุกตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ทั้งธนาคาร กองทุน บริษัทประกัน และภาคครัวเรือน ขณะที่ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้งบประมาณบางส่วนถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น และเหลือสำหรับการลงทุนระยะยาวน้อยลง

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ crowding out effect หรือภาวะที่ภาครัฐกู้เงินจำนวนมากจนเริ่มเบียดการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รวมถึงอาจทำให้ต้นทุนทางการเงินในระบบสูงขึ้นในระยะยาว ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้กระทบเพียงตัวเลขทางการคลัง แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโอกาสการลงทุน การขยายสวัสดิการ และภาระภาษีของประชาชนในอนาคต