นักลงทุนเริ่มมองข้ามความขัดแย้งในตะวันออกกลางและหันมาให้ความสนใจกับการเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569 นับเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยนักวิเคราะห์คาดว่าหากการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
ทรัมป์เยือนจีนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี
การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นวาระสำคัญ เนื่องจากเป็นการเยือนแผ่นดินจีนของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 โดยก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองได้พบปะกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 นอกรอบการประชุมเอเปคที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง
ตลอดช่วงปี 2568-2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายได้มีการพบปะหารือกันหลายครั้งเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเจรจาระดับผู้นำ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความตึงเครียดด้านการค้าและกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
ลุ้นเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบยังคงตึงตัวและอยู่ในระดับสูง สงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเห็นได้จากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนในเดือนเมษายน 2569 ที่เร่งตัวขึ้นแรงสุดในรอบกว่า 4 ปี สู่ระดับ 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมีท่าทีชินชาและเลือกมองข้ามความกังวลเหล่านี้ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้น้ำหนักสูงสุดคือการเยือนจีนครั้งนี้ ซึ่งทำเนียบขาวได้ส่งสัญญาณบวกด้วยการเชิญผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ร่วมคณะเดินทาง อาทิ Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Kelly Ortberg จาก Boeing
สอดคล้องกับมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ที่ประเมินว่า หากการหารือระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ออกมาในเชิงบวก จะเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวลและหนุนให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอีกครั้ง
ย้อนไทม์ไลน์ทรัมป์เยือนจีนปี 2560 ตลาดหุ้นตอบรับอย่างไร
หากย้อนกลับไปดูสมัยที่ทรัมป์เยือนจีนครั้งล่าสุดในวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยผู้นำทั้งสองได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจและสัญญาการค้าระดับทวิภาคีมูลค่ารวมกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมตั้งแต่การซื้อขายเครื่องบิน โทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนรถยนต์ ไปจนถึงพลังงาน
พัฒนาการเชิงบวกดังกล่าวทำให้ตลาดการลงทุนทั่วโลกตอบรับอย่างคึกคัก นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีหลักทั้ง Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ได้รับอานิสงส์จากข้อตกลงการค้ากับจีนปรับตัวพุ่งแรง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยทะลุเหนือแนวต้านที่ระดับ 1,700 จุด
ข้อมูลจากอดีตเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนเป็นกรณีศึกษาที่นักลงทุนใช้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน หากการเจรจาระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ในครั้งนี้สามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมหรือมีท่าทีประนีประนอม ก็มีโอกาสสูงที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยและเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอีกครั้ง



