นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าไทยเตรียมนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ปริมาณ 1 ล้านตันว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี และกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเชิญจากภาคเอกชนของไทย เป็นสักขีพยานของการลงนามความร่วมมือในการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างภาคเอกชนของไทยกับสหรัฐฯ เพื่อเป็นหลักประกันว่าอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออกของไทยจะมีความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้
ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ
ไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียงปีละประมาณ 5 ล้านตัน จึงมีความต้องการใช้เกินกว่าปริมาณผลผลิตที่ได้อยู่ถึงปีละประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยนำเข้าจากเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และใช้วัตถุดิบทดแทนอื่นทั้งในประเทศและนำเข้า เช่น ข้าวสาลี จากยูเครน และออสเตรเลีย รวมประมาณปีละ 4 ล้านตัน
เงื่อนไขการนำเข้าที่เข้มงวด
ในการนำเข้า ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 5 ล้านตันให้หมดก่อน โดยผู้รวบรวมต้องซื้อที่ความชื้น 30% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7.05 บาท และโรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพและปริมณฑลต้องซื้อที่ความชื้น 14.5% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท นอกจากนี้ รัฐยังกำกับดูแลไม่ให้การนำเข้ากระทบต่อเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ รวมทั้งห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา เพื่อป้องกันมลพิษและฝุ่น PM 2.5
ประโยชน์ต่อความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐฯ
ความตกลงของภาคเอกชนดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์พัฒนาความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐฯ ในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐของสหรัฐฯ และเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาการค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามเร่งสรุปผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยไปสู่สหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ สินค้าประมง ผักและผลไม้แปรรูป
ข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ
สำหรับข้อกังวลทางด้านผลกระทบจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีต่อวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ เช่น รำ แกลบ ปลายข้าว นั้น นายกรนิจกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้พูดคุยกับนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ซึ่งสมาคมและกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกันกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ให้เกิดความสมดุล ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชาวนา
สำหรับข้อกังวลการนำเข้าสินค้าเกษตรส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศนั้น ยืนยันว่า ในการนำเข้ามีหน่วยงานรับผิดชอบหลักคือ กรมวิชาการเกษตร ที่กำหนดให้วิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชและจัดทำพิธีสารร่วมกับประเทศคู่ค้า เพื่อวางเกณฑ์ควบคุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุต้นทาง พร้อมบังคับใช้มาตรการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะทางตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว
รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สมดุลของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ เกษตรกร พ่อค้า ผู้ประกอบการผลิต ผู้ส่งออก และที่สำคัญคือผู้บริโภค ที่ไม่ควรได้รับผลกระทบด้านราคาจากต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่พึงจะเป็น



