โครงการไทยช่วยไทยเตรียมเปิดตัว 1 เมษายน สินค้าจำเป็นลดราคากว่า 1,000 รายการ
กระทรวงพาณิชย์เตรียมพร้อมโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วมโครงการ ณ สาขาแม็คโครและโลตัสในจังหวัดนนทบุรี เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
สินค้าลดราคาเฉลี่ย 25-58% ครอบคลุมสินค้าจำเป็นหลากหลาย
โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีกไม่น้อยกว่า 19 ราย โดยจะนำสินค้า House Brand และแบรนด์ทางเลือกมาจำหน่ายในราคาประหยัดเฉลี่ย 25–58% ครอบคลุมสินค้าจำเป็นกว่า 1,000 รายการ เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง
ห้างค้าปลีก 8 แห่งเข้าร่วมเน้นสินค้าราคาประหยัด
โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากห้างค้าปลีก 8 แห่ง ได้แก่ แม็คโคร โลตัส GO Wholesale ท็อปส์ บิ๊กซี ฟู้ดแลนด์ เดอะมอลล์ และเซเว่น อีเลฟเว่น โดยเน้นจำหน่ายสินค้า House Brand และแบรนด์รอง เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าราคาประหยัดในช่วงภาวะค่าครองชีพสูง ตัวอย่างเช่น น้ำปลาแกลลอนขนาดประมาณ 5 ลิตรลดราคามากกว่า 50% และน้ำมันปาล์ม House Brand ราคาประมาณ 45 บาท ซึ่งต่ำกว่าแบรนด์หลักที่อยู่ราว 49 บาท
ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว และร้านข้าวแกง สามารถเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง กระทรวงพาณิชย์จะมีการติดสัญลักษณ์โครงการที่หน้าสินค้าในห้างที่เข้าร่วม และเตรียมจัดพิธี Kick off อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายนนี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
มาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมและระยะเวลาดำเนินโครงการ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า “เชื่อมั่นว่า โครงการไทยช่วยไทย จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ประชาชนทั่วประเทศ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มทางเลือกสินค้าในราคาที่เข้าถึงได้จริง” โดยคาดว่าเบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะมีระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีมาตรการสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้กับร้านอาหาร เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาอาหารปรุงสำเร็จ และได้ยกระดับมาตรการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยต่อยอดจากโครงการเดิมที่ให้ส่วนลดกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย และเพิ่มสิทธิประโยชน์อีก 200 บาท สำหรับเกษตรกรที่มีบัตรดินดีหรือผ่านมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน รวมทั้งคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ได้รับความช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย
การบริหารห่วงโซ่อุปทานและมาตรการตรวจสอบ
ในส่วนของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์การขนส่งสินค้า รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาเรือขนส่งวัตถุดิบของไทยที่ติดค้างเส้นทางในขนส่งช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน เร่งจัดหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทนและหาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว
ด้านนายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จำหน่ายสินค้าทั่วประเทศ จำนวน 3,477 แห่ง ระหว่างวันที่ 5–27 มีนาคม พบผู้กระทำผิดรวม 25 ราย ส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ขณะเดียวกัน มีการติดตามเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 อย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 1–27 มีนาคม มีเรื่องร้องเรียนสะสม 429 คำร้อง ตรวจสอบแล้ว 213 คำร้อง โดยมีการลงโทษผู้กระทำผิด 29 ราย และอยู่ระหว่างเรียกตรวจสอบเอกสารต้นทุนในกรณีจำหน่ายราคาเกินสมควรอีก 51 คำร้อง



