ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมทดสอบ CBDC ปลายปีนี้ ตั้งเป้าส่งเสริมการชำระเงินดิจิทัล
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเดินหน้าแผนการทดสอบสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDC (Central Bank Digital Currency) ในปลายปี 2567 นี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมระบบการชำระเงินดิจิทัลให้มีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การทดสอบนี้จะครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน เพื่อประเมินศักยภาพและความเหมาะสมในการใช้งานจริง
รายละเอียดการทดสอบและเป้าหมาย
การทดสอบ CBDC จะมุ่งเน้นไปที่การใช้งานในสองรูปแบบหลัก ได้แก่ การชำระเงินระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และการชำระเงินระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคาดหวังว่าการทดสอบนี้จะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพิ่มความรวดเร็วในการชำระเงิน และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ
นอกจากนี้ ธปท. ยังวางแผนที่จะศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการนำ CBDC มาใช้ เช่น ผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัดในการใช้บริการธนาคารแบบดั้งเดิม
ความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ
เพื่อให้การทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำงานร่วมกับสถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือนี้จะช่วยให้สามารถประเมินการทำงานของ CBDC ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด
นอกจากนั้น ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านการจัดเวทีเสวนาและการสำรวจความคิดเห็น เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลนี้จะตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
อนาคตของ CBDC ในประเทศไทย
หากการทดสอบในปลายปีนี้ประสบความสำเร็จและพบว่า CBDC มีศักยภาพในการใช้งาน ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาขยายการทดสอบไปสู่ระยะที่กว้างขึ้นหรือแม้กระทั่งการนำมาใช้จริงในอนาคต อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคงเน้นย้ำว่าการตัดสินใจใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้จากการทดสอบและความเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ
การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการชำระเงิน ลดการพึ่งพาเงินสด และสนับสนุนนโยบายการเงินของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในยุคดิจิทัล



