ถอดรหัสวิธีคิด ‘วัลลภา ไตรโสรัส’ หญิงผู้เปลี่ยนที่ดินเป็นเครื่องจักรทำเงินแสนล้านของ AWC
ถอดรหัสวิธีคิด ‘วัลลภา ไตรโสรัส’ หญิงเปลี่ยนที่ดินเป็นเครื่องจักรทำเงิน

จากลูกสาวเจ้าสัว สู่ ‘นักเศรษฐศาสตร์ที่ดิน’ ผู้ปลุกแลนด์มาร์กเก่าให้กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินระดับแสนล้าน ถอดวิธีคิด ‘วัลลภา ไตรโสรัส’ แห่ง AWC กับเกมสร้างอาณาจักรที่ขายประสบการณ์ระดับโลก

จากลูกสาวเจ้าสัว สู่ ‘นักเศรษฐศาสตร์ที่ดิน’ ที่อ่านเกมเมืองขาด

หากจะเอ่ยถึงผู้ทรงอิทธิพลในสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ไทย ชื่อของ ‘วัลลภา ไตรโสรัส’ แม่ทัพใหญ่แห่ง แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) คือชื่อที่ถูกสปอตไลท์จับจ้องมากที่สุด แต่ภาพจำของเธอในวันนี้ก้าวข้ามคำว่า ‘ทายาทเจ้าสัว’ ไปไกลแล้ว เพราะสิ่งที่เธอสร้างคืออาณาจักรที่ขับเคลื่อนด้วย ‘ศาสตร์แห่งเศรษฐศาสตร์ที่ดิน’ ผสานกับ ‘ชั้นเชิงธุรกิจระดับสากล’ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการท่องเที่ยวไทยให้กลายเป็นระดับ Luxury อย่างเต็มตัว

ความสำเร็จนี้สะท้อนชัดผ่านผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่ AWC ยังคงทุบสถิติ New High แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยผันผวนรอบด้าน โดยทำรายได้อยู่ที่ 6,776 ล้านบาท (โตขึ้น 9.5%) และกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท บนพอร์ตทรัพย์สินที่ทรงพลังมูลค่ารวมกว่า 221,357 ล้านบาททั่วประเทศ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แม้ชื่อ ‘วัลลภา ไตรโสรัส’ จะมาพร้อมสายเลือดธุรกิจของตระกูล สิริวัฒนภักดี ในฐานะบุตรสาวคนที่สองของเจ้าสัวเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี แต่สิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปคือรากฐานทางความคิดที่ถูกหล่อหลอมมาอย่างเป็นระบบ เธอจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากศิลปากร ก่อนจะต่อยอดในระดับปริญญาโทด้าน เศรษฐศาสตร์ที่ดิน (Land Economics) จาก Cambridge และ ด้านเศรษฐศาสตร์การวางผังเมืองจาก LSE บวกกับประสบการณ์การทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเงินที่ Merrill Lynch ฮ่องกง ทำให้เธอมองที่ดินไม่ใช่เพียงแค่ ‘แปลงดิน’ สำหรับสร้างตึกแล้วขายไป แต่เธอมองเห็นมันเป็น ‘เครื่องมือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว’ ที่ต้องอ่านให้ออกว่าที่ดินแปลงนี้จะสร้าง ‘กระแสเงินสด’ และ ‘ประสบการณ์’ ให้กับเมืองได้อย่างไร

อาณาจักรแสนล้าน เมื่อประสบการณ์คือสินค้าที่แพงที่สุด

จะเห็นได้ว่า ภายใต้การบริหารของวัลลภา AWC เธอไม่เลือกเก็บที่ดินเปล่าทิ้งไว้เฉยๆ แต่เน้นการบริหารพอร์ตโฟลิโอคุณภาพระดับ Masterpiece ผ่าน 3 เสาหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างมีชั้นเชิง ได้แก่

  • กลุ่มโรงแรมและการบริการ (Hospitality): หัวใจสำคัญคือการทำ Strategic Partnership กับ 10 เครือโรงแรมระดับโลก (เช่น Marriott, IHG, Banyan Tree) เพื่อดึงฐานลูกค้า Global Loyalty กว่า 800 ล้านคนเข้ามาสู่ไทย ผลักดันให้รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) พุ่งสูงถึง 5,230 บาท โดยเฉพาะตลาดจีนที่เชียงใหม่ที่โตแรงถึง 24% ในช่วงที่ผ่านมา
  • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial): การเปลี่ยนออฟฟิศเกรด A อย่าง ‘ดิ เอ็มไพร์’ ให้เป็น Lifestyle Workplace เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและสอดรับกับวิถีชีวิตคนทำงานยุคใหม่
  • สถานที่ท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ (Retail & Lifestyle): การปั้นแลนด์มาร์กริมน้ำและแหล่งรวมไลฟ์สไตล์อย่าง ‘ฟีนิกซ์’ และ ‘เอ-ญ่า’ (EA) รูฟท็อปใจกลางเมืองที่ทำรายได้สูงถึง 600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

ยุทธศาสตร์ ‘ชุบชีวิตทรัพย์สินตำนาน’ สู่แลนด์มาร์กโลก

กลยุทธ์ที่น่าสนใจที่สุดของวัลลภาคือการ ‘เอาของเก่ามาเล่าใหม่’ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สินทรัพย์ที่มีประวัติศาสตร์ ด้วยงบลงทุนมหาศาลเพื่อเปลี่ยนย่านเก่าให้กลายเป็นแม่เหล็กดูดเงินจากทั่วโลก

  • ล้ง 1919 (LHONG 1919): ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เดิมคือ ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือประวัติศาสตร์ต้นตระกูลพิศาลบุตรที่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2393 AWC เข้ามาเช่าสิทธิระยะยาวและปรับโฉมด้วยงบลงทุนกว่า 3,436 ล้านบาท เพื่อกำลังเปลี่ยนให้กลายเป็น The Ritz-Carlton Reserve Built-to-Suit และศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ที่ยังคงมนต์ขลังของสถาปัตยกรรมจีนโบราณ
  • เวิ้งนาครเขษม: อดีตแหล่งค้าส่งเครื่องดนตรีและของเก่าใจกลางเยาวราชที่ AWC เข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ช่วงปี 2555-2556 ปัจจุบันกำลังถูกเนรมิตใหม่เป็น Mixed-use ระดับโลก ที่ประกอบด้วยโรงแรมหรูและพื้นที่ค้าปลีกที่เชื่อมต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ต้องการสัมผัสจิตวิญญาณของกรุงเทพฯ
  • เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์: หนึ่งในแลนด์มาร์กของประเทศไทย ด้วยชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ระดับความสูง 60 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 20 ชั้น ที่ตั้งของ เรือสิริมหรรณพ และ Jurassic World: The Experience สัมผัสประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟสุดยิ่งใหญ่ท่ามกลางไดโนเสาร์เสมือนจริง

ยุทธศาสตร์ 5 ปี แสนล้าน จากการปั้น ‘ทรัพย์สิน’ สู่การสร้าง ‘อาณาจักรระดับโลก’

หัวใจสำคัญที่ทำให้ AWC ก้าวกระโดดอย่างมั่นคง คือการไม่หยุดนิ่งในการเปลี่ยน ‘ทรัพย์สินที่กำลังพัฒนา’ (Developing Assets) ให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด’ (Operating Assets) ภายใต้ยุทธศาสตร์การลงทุน 5 ปี (2567-2571) ด้วยงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเฉลี่ยลงทุนปีละ 10,000 - 20,000 ล้านบาท เพื่อเป้าหมายใหญ่ในการดันมูลค่าสินทรัพย์รวมให้พุ่งแตะ 2.3 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้

สเต็ปถัดไปของธุรกิจที่น่าจับตามอง

  • กลุ่มโรงแรม (Hospitality): เตรียมขยายพอร์ตจาก 10 โรงแรมในปี 2019 สู่ 35 โรงแรม (9,312 ห้อง) ภายในปี 2573 โดยมีไฮไลต์สำคัญในปี 2569 คือการเปิดตัว Fairmont Bangkok Sukhumvit และโครงการ Lannatique Kalare เฟส 1 ที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงโครงการในอนาคตอย่าง Nobu Bangkok และ Ritz-Carlton Bangkok (The Riverside)
  • กลุ่มคอมเมอร์เชียล (Commercial): ตั้งเป้าขยายพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้น 60% หรือประมาณ 660,700 ตร.ม. ภายในปี 2573 ผ่านบิ๊กโปรเจกต์อย่าง Woeng Nakorn Kasem (เวิ้งนาครเขษม) ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมแห่งใหม่
  • Mega Projects แห่งอนาคต:
    • Aquatique Pattaya: โครงการยักษ์ที่เตรียมปักหมุดพัทยาให้เป็นจุดหมายปลายทางโลก โดยจะเริ่มคิกออฟด้วยแบรนด์ Banyan Tree หลังจากนำร่องทดสอบตลาดด้วย โรงแรมมีเลีย พัทยา และ พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมดึงพาร์ทเนอร์รวมถึงคนดังระดับโลกมาร่วมโปรโมทเมืองพัทยาให้สมบูรณ์
    • The Next Chapter of Asiatique: นอกจากโดมยักษ์ Blue Ocean Dome จากงาน Osaka-Kansai Expo 2025 ที่คว้ามาตั้งริมน้ำเพื่อสร้าง Traffic ใหม่แล้ว แผนการสร้าง ‘ตึกสูง 100 ชั้น’ ยังคงเป็นโปรเจกต์ Iconic ที่บริษัทกำลังประเมินความพร้อมอย่างรอบคอบเพื่อเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของเอเชียทีค

ความสำเร็จของ AWC และ ‘วัลลภา ไตรโสรัส’ พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘เงิน’ เป็นเพียงเครื่องมือขับเคลื่อน แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริงเกิดจาก ‘ความรู้ที่ลึกซึ้ง’ (Land Economics) ในการอ่านค่าที่ดินให้ออก และ ‘สายตาสากล’ (Global Vision) ที่มองเห็นโอกาสก่อนใคร คือสูตรสำเร็จที่สร้างเองได้