ในช่วงที่ตลาดหุ้นเข้าสู่ฤดูกาลจ่ายเงินปันผล นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเริ่มมองหาแหล่งพักเงินใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลหรือตลาดทุนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ล่าสุด อสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีได้กลายเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกพูดถึงในฐานะเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่การอยู่อาศัย แต่คือการวางแผนการเงินระยะยาวที่จับต้องได้
เทรนด์หนีผันผวน ซบอสังหาฯ ปล่อยเช่าเดือนละ 2 แสน
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในขณะนี้คือ การที่นักลงทุนโยกเงินจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาลงในบ้านเดี่ยวระดับราคา 15-20 ล้านบาท โดยเฉพาะในทำเลที่ใกล้กับโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ของการปล่อยเช่า
ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนมองอสังหาฯ เป็นโอกาสทางการเงินที่สร้าง Cash Flow ได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะแบรนด์ที่ติดตลาดอย่าง เศรษฐสิริ ในโซนศักยภาพอย่างกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ บ้านขนาด 300 ตร.ม. สามารถปล่อยเช่าได้สูงถึง 150,000 - 180,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่ากับเงินเดือนของระดับผู้บริหารระดับสูง
- อัตราผลตอบแทน: โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7-9% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าเงินฝากหรือพันธบัตรหลายประเภท
- กลุ่มเป้าหมายชัดเจน: ผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นครอบครัวชาวต่างชาติที่ส่งบุตรหลานเรียนโรงเรียนนานาชาติ และนักธุรกิจต่างชาติที่ต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง
ปัจจุบัน คนซื้อบ้านนอกจากมองหาคุณภาพและความสวยงามของโครงการแล้ว ยังมองถึงโอกาสทางการเงินในอนาคต โดยราคาปล่อยเช่าบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีจะอยู่ที่ประมาณล้านละ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ยิ่งโครงการที่ใกล้โรงเรียนนานาชาติ เช่น บางนา กรุงเทพกรีฑา ยิ่งได้ราคาปล่อยเช่าดี
เรามองว่าการลงทุนในอสังหาฯ จับต้องได้และทำเงินในอนาคตได้จริง นอกจากค่าเช่าต่อเดือนหลักแสนแล้ว วันหนึ่งอยากขายก็ปล่อยต่อได้กำไรดีเช่นกัน
ทำไมต้องซื้อตอนนี้? LTV ผ่อนปรน - ดอกเบี้ยต่ำ - ต้นทุนเดิม
แสนสิริยังมองว่า ตอนนี้คือจังหวะที่ดีที่สุดในการซื้อหรือลงทุนอสังหาฯ ด้วยเหตุผลหลัก 3 ปัจจัยที่มาบรรจบกันพอดี
- มาตรการรัฐสนับสนุน: ธปท. เตรียมต่ออายุมาตรการ LTV (กู้ได้ 100%) ไปจนถึงกลางปี 2570 ช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว
- ดอกเบี้ยขาลง: ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1% และดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.5-3% ซึ่งต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก
- ล็อกต้นทุนก่อสร้าง: แสนสิริระบุว่าผู้ประกอบการพยายามตรึงราคาต้นทุนเดิมไว้ได้อีกเพียง 1-3 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นราคาบ้านมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก 5-10% ตามค่าแรงและวัสดุก่อสร้าง การซื้อบ้านพร้อมโอนในตอนนี้จึงเป็นการล็อกกำไรตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ
เจาะลึกตลาด 10-30 ล้าน กลุ่ม New Wealth วัย 30+ ขึ้นแท่นผู้ซื้อหลัก
ด้านกูรูอสังหาฯ อย่าง สุรเชษฐ์ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุณแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ให้ภาพรวมว่าตลาดบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีอยู่ราว 20,000 ยูนิต โดยกว่า 70% อยู่ในช่วงราคา 10-30 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือโปรไฟล์ผู้ซื้อเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- Young Successors: อายุเพียง 30-35 ปี มีรายได้สูง ประสบความสำเร็จเร็วจากธุรกิจส่วนตัว
- Investment Mindset: ไม่ได้มองแค่พื้นที่ใช้สอย แต่ดูถึง Value ในอนาคต
- ทำเลทองใหม่: นอกจากบางนาและกรุงเทพกรีฑา ย่านจตุโชติกำลังมาแรง เนื่องจากเข้าถึงใจกลางเมืองง่ายด้วยทางด่วนและวงแหวน ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
การสำรวจตลาดจะเห็นได้ชัดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้มีจำนวนที่ลดลงในอัตราที่ต่ำกว่าบ้านจัดสรรที่มีราคาต่ำกว่า ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามเข้ามาแย่งกำลังซื้อในกลุ่มนี้
เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ A True Legacy of Wealth
เพื่อตอกย้ำทิศทางการเติบโต แสนสิริได้เปิดตัวโครงการเรือธงปี 2569 อย่าง เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูดีไซน์ใหม่สไตล์ Berlin ครั้งแรกในย่านรามอินทรา โดยมีไฮไลต์คือบ้านขนาดใหญ่พิเศษถึง 504 ตร.ม. บนทำเลหน้าทะเลสาบ (Lakefront) ในราคาเริ่มต้นราว 17 ล้านบาท
ความแข็งแกร่งของแบรนด์เศรษฐสิริที่สั่งสมมากว่า 20 ปี มูลค่าสะสม 98,000 ล้านบาท สะท้อนผ่านราคา Resale ที่เติบโตต่อเนื่องปีละ 7-9% ยกตัวอย่างเช่น บ้านที่ซื้อมาในราคา 19 ล้านบาท สามารถขยับขึ้นเป็น 22 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียง 2 ปี
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่มีแบรนด์แข็งแกร่งรองรับ ไม่ใช่เพียงการซื้อทรัพย์สิน แต่มันคือการสร้างมรดกแห่งความมั่งคั่งที่มูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งนี้จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง



