พม. จัดมหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569 โชว์อัตลักษณ์ 10 กลุ่มชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เปิดงาน “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานครั้งนี้
แนวคิดและวัตถุประสงค์ของงาน
งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์ วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” โดยนายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม มุ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามอัตลักษณ์ของตนเอง ควบคู่กับการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นการบูรณาการความร่วมมือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
กิจกรรมและไฮไลต์ภายในงาน
ภายในงานได้รวบรวมอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของ 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่:
- กะเหรี่ยง
- ขมุ
- ถิ่นหรือมัลปรัย
- ม้ง
- อิ้วเมี่ยนหรือเย้า
- ลัวะหรือละว้า
- ลาหู่หรือมูเซอ
- ลีซูหรือลีซอ
- อ่าข่าหรืออีก้อ
- มละบริ
กิจกรรมที่จัดขึ้นตลอด 3 วัน ประกอบด้วย:
- นิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง
- การจำลองวิถีชีวิตชาติพันธุ์และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
- การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าทอ เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม เครื่องเงิน กาแฟ อาหาร และเครื่องดื่มพื้นถิ่น
- กิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง
- กิจกรรม “จับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)” เพื่อเชื่อมโยงตลาดและสร้างเครือข่ายทางการค้าให้กับผู้ประกอบการชุมชน
ไฮไลต์สำคัญของงานคือนิทรรศการ “กาแฟของพ่อ ผ้าทอของแม่” ที่ถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาอาชีพบนพื้นที่สูง พร้อมออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำคัญและผลกระทบต่อสังคม
นายกันตพงศ์ เน้นย้ำว่า งานมหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569 แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสืบทอดวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และต่อยอดอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของประเทศไทย
การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนผ่านการเชื่อมโยงตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ยั่งยืนสำหรับราษฎรบนพื้นที่สูงต่อไป



