ซาอุดีอาระเบียเผชิญเหตุมิสไซล์ตกใส่ที่พักอาศัย ส่งผลผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บนับสิบ
ซาอุดีอาระเบียรายงานพบผู้เสียชีวิตเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้น หลังจากมีขีปนาวุธหรือมิสไซล์ตกใส่อาคารที่อยู่อาศัยในประเทศ ทำให้มีผู้เคราะห์ร้าย 2 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบคน สร้างความตื่นตระหนกในวงกว้าง
รายละเอียดเหตุการณ์และผู้ได้รับผลกระทบ
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 สำนักงานป้องกันพลเรือนของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์ว่า ขีปนาวุธลูกหนึ่งตกใส่ที่พักอาศัยในเมืองอัล-คาร์จ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงริยาดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 107 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 12 ราย โดยผู้เสียชีวิตทั้งสองรายเป็นชาวอินเดียและชาวบังกลาเทศ ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 12 รายเป็นชาวบังกลาเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติที่ทำงานในบริษัทซ่อมบำรุงและทำความสะอาดแห่งหนึ่ง
นี่นับเป็นครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบียรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตในประเทศ นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความรุนแรงที่ขยายวงกว้างในภูมิภาค
การตอบสนองและข้อกล่าวหาจากอิหร่าน
สำนักงานป้องกันพลเรือนระบุว่า ทีมฉุกเฉินได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุในวันอาทิตย์ทันทีหลังเกิดเหตุ โดยในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยิงขีปนาวุธดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ว่า พวกเขามุ่งเป้าโจมตีระบบเรดาร์ในหลายสถานที่ รวมถึงที่เมืองอัล-คาร์จด้วย
เมืองอัล-คาร์จตั้งอยู่ใกล้กับฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศหลักของซาอุดีอาระเบียและตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงริยาด ฐานทัพแห่งนี้ถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายการโจมตีจากอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่
ผลกระทบและความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง
เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่ทำงานในซาอุดีอาระเบีย การโจมตีดังกล่าวอาจส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและพันธมิตรในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงต่างประเทศเตือนว่า การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการขยายตัวของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ



