การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงจากเหมืองแร่เมียนมา ส่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
สารพิษแม่น้ำโขงจากเหมืองเมียนมา ส่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม

วิกฤตสารพิษในแม่น้ำโขงจากเหมืองแร่เมียนมา ส่อภัยสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

การตรวจพบสารพิษโลหะหนักอย่างต่อเนื่องในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะสารหนูและตะกั่วที่เกินค่ามาตรฐาน ส่งสัญญาณเตือนภัยสิ่งแวดล้อมร้ายแรงที่กำลังคุกคามลุ่มน้ำสำคัญแห่งนี้ สาเหตุหลักชี้ไปที่การทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งยังคงปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาอย่างไม่มีการควบคุม

การตรวจพบสารพิษและแหล่งกำเนิด

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานการตรวจพบสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานในแม่น้ำโขงครั้งแรกเมื่อวันที่ 1-2 พฤษภาคม 2568 จำนวน 3 จุดบริเวณสบรวก หน้า อำเภอเชียงแสน และสบกก จังหวัดเชียงราย ต่อมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเปิดเผยผลตรวจเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ว่า 4 ใน 5 จุดเก็บตัวอย่างในสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน มีความเข้มข้นของสารหนูเกินค่ามาตรฐานที่ 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร

งานวิจัยของ รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ใช้การตรวจลายนิ้วมือทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า สารพิษเหล่านี้มีแหล่งกำเนิดจากเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในเมียนมา การลงพื้นที่ของไทยพีบีเอสพบเหมืองแร่ทองคำขนาดใหญ่ใกล้ชายแดน บ้านแปดหลัง และม้งเก้าหลัง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งตรงข้ามกับบ้านแม่โจ๊ก พื้นที่อิทธิพลของกลุ่มว้าในรัฐฉาน เมียนมา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การขยายตัวของเหมืองแร่และผลกระทบ

ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่และ Stimson Centre ของสหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียม พบการขยายตัวของพื้นที่ทำเหมืองแร่ในลุ่มน้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำกก ที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ ยังพบเหมืองแร่จำนวนมากในลุ่มน้ำเลน 111 เหมือง และแม่น้ำโหลย 89 เหมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นแม่น้ำสายสำคัญในรัฐฉานที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การทำเหมืองแร่ในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะในเขตอิทธิพลว้า รัฐฉาน เมียนมา เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาหรือองค์กรระหว่างประเทศยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ ทำให้คำถามเรื่องแหล่งที่มาของสารพิษยังคงคลุมเครือและอาศัยเพียงการเก็บตัวอย่างในประเทศไทยเพื่อวิเคราะห์

สาเหตุของน้ำขุ่นและการทำเหมืองกลางแม่น้ำ

ชาวบ้านริมแม่น้ำกกในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สังเกตเห็นน้ำกกมีสีขุ่นในช่วงฤดูแล้งเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 นำไปสู่การตรวจพบสารหนูและสารพิษอื่นๆ เช่นเดียวกับในแม่น้ำโขงที่เปลี่ยนจากสีใสเป็นขุ่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีเขื่อนกั้นในประเทศจีน

นิวัติ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ระบุว่า สาเหตุของน้ำขุ่นอาจมาจากการทำเหมืองแร่ในแม่น้ำสาขาตอนบนในเมียนมาและลาว ซึ่งทำให้ตะกอนพิษปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำโขง ทีมข่าวไทยพีบีเอสเดินทางทวนแม่น้ำโขงระยะทาง 240 กิโลเมตร พบเรือขุดแร่กลางแม่น้ำโขงบริเวณป่าแลว-เชียงลาบ พรมแดนเมียนมา-ลาว ซึ่งใช้วิธีการทำเหมืองแบบเพลย์เซอร์ (Placer Mining) ที่อาจทำให้สารพิษฟุ้งกระจายและน้ำขุ่นมากขึ้น

บทบาทของจีนและความท้าทายในการแก้ปัญหา

ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การทำเหมืองแร่ในเมียนมามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน และแร่ส่วนใหญ่มีปลายทางอยู่ที่จีน ทำให้จีนควรมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม เมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้ขาดพันธกรณีในการร่วมมือแก้ไขปัญหา

ธารา บัวคำศรี นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า การขนส่งแร่ผ่านแม่น้ำโขงอาจเป็นช่องทางหลักสำหรับการค้าแร่ที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและง่ายต่อการขนถ่ายปริมาณมาก ส่งผลให้แม่น้ำโขงเสี่ยงกลายเป็นแหล่งมลพิษข้ามพรมแดนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงจากเหมืองแร่เมียนมาไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของชุมชนล้านนับล้านคนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหานี้ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศและมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้แม่น้ำสายสำคัญแห่งนี้กลายเป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อมอย่างถาวร