กรมทรัพยากรน้ำเดินหน้าศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำ "พรุหญ้าท่าตอน" ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบนิเวศตามแนวทางธรรมชาติ โดยหวังแก้ปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำกก ขณะที่ชาวบ้านเรียกร้องให้เร่งแก้ไขต้นเหตุด้วยการปิดเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา พร้อมฟื้นฟูแหล่งน้ำสะอาดและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
เปิดรับฟังความเห็นโครงการศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำพรุหญ้าท่าตอน
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กรมทรัพยากรน้ำ โดยบริษัทที่ปรึกษาโครงการ ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับโครงการศึกษาความเหมาะสม สำรวจ และออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำพรุหญ้าท่าตอน เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ บรรยากาศการประชุมมีประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 500 คน จนเต็มห้องประชุม โดยก่อนหน้านี้กรมทรัพยากรน้ำเคยเสนอโครงการ "ฝายดักตะกอนสารพิษ" ซึ่งถูกต่อต้านและยกเลิกไปแล้ว
พรุหญ้าท่าตอนคืออะไร?
นางนันทวรรณ เหล่าฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ กองอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า พรุหญ้าท่าตอนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่หายากในประเทศไทย เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำลักษณะพรุในเขตภูเขาสูงทางภาคเหนือ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและเป็นตัวแทนของระบบนิเวศในประเทศ การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นเรื่องความมั่นคงทางน้ำและปัญหาคุณภาพน้ำ รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
วัตถุประสงค์ของโครงการ
กรมทรัพยากรน้ำในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและควบคุมการใช้น้ำนอกเขตชลประทาน ให้ความสำคัญกับการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ชุ่มน้ำพรุหญ้าท่าตอน พร้อมจัดทำแผนหลักอนุรักษ์และฟื้นฟู รวมถึงคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ และออกแบบภูมินิเวศที่เหมาะสม เช่น แหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค
สภาพพื้นที่และการเปลี่ยนแปลง
นายประสิทธิ์ อรรคไกรสีห์ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า ทุ่งหญ้าท่าตอนมีพื้นที่ 7,044 ไร่ ปัจจุบันสภาพเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยพื้นที่โครงการอยู่ใน 6 หมู่บ้าน 2 ตำบล คือ ตำบลท่าตอนและตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่มีภูมิประเทศสูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร มีความลาดชันสูง ในฤดูฝนแม่น้ำกกจะไหลลงมาท่วมขังไม่นานแล้วไหลกลับสู่แม่น้ำกก พื้นที่อำเภอแม่อายมีฝนตกเฉลี่ย 1,100 มิลลิเมตรต่อปี แม่น้ำกกที่ไหลผ่านสะพานท่าตอนมีปริมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยลุ่มน้ำกกมีพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 อยู่ในประเทศเมียนมา และร้อยละ 30 อยู่ในประเทศไทย เมื่อมีการทำป่าไม้และเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในเมียนมา ฝนตกทำให้น้ำไหลหลากมายังประเทศไทย นอกจากนี้แม่น้ำฝางมีปริมาณน้ำ 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เมื่อถึงฤดูน้ำหลากทำให้น้ำมาสมทบที่บริเวณสบฝาง เกิดน้ำท่วมเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ
การใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน
นายประสิทธิ์กล่าวว่า จากการศึกษาในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา โดยใช้แผนที่จากกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 75 ถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ร้อยละ 8 เป็นพื้นที่ชุมชน พื้นที่แหล่งน้ำมีเพียงร้อยละ 6 และพื้นที่อื่นๆ ร้อยละ 9 โดยการใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่คือการปลูกพืชสวน 2,000 ไร่ ไม้ผล (มะม่วง ส้ม) 1,800 ไร่ พืชไร่ (ข้าวโพด) 800 ไร่ และนาข้าว นอกจากนี้ยังมีความทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้ โดยพื้นที่ด้านบนแม่น้ำโขงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ติดป่า การดำเนินการต่างๆ ต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ เนื่องจากมีป่าอนุรักษ์และป่าเศรษฐกิจ
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำกก
นายประสิทธิ์กล่าวถึงสถานการณ์แม่น้ำกกตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน (2569) ว่าบริเวณแม่น้ำกกมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำที่ลงจากภูเขามีปริมาณมาก ตลิ่งไม่แข็งแรงเกิดการกัดเซาะ ชาวบ้านสูญเสียพื้นที่จากน้ำหลากและการกัดเซาะที่ดินในพื้นที่ป่าพรุ จึงต้องหาทางแก้ไขไม่ให้เสียพื้นที่เพิ่ม สภาพลาดชันสูงทำให้แม่น้ำเปลี่ยนเส้นทางบ่อย ขณะที่พื้นที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในพรุหญ้าท่าตอนมีเอกสารสิทธิ์ร้อยละ 60 ที่เหลือเป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ คำถามสำคัญคือพื้นที่พรุท่าตอนจะอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
ความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ
นายประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพพื้นที่พรุหญ้าท่าตอนหลายจุดมีการเปลี่ยนแปลง ตกตะกอนของทราย และเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ มีพื้นที่บึงกกหลงที่ถูกขุดลอก ซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนพื้นที่ที่ยังสมบูรณ์เหลืออยู่เท่าใดต้องสำรวจเพิ่ม เดิมพื้นที่พรุหญ้าท่าตอนมี 37,000 ไร่ ปัจจุบันเหลือประมาณ 7,044 ไร่ จำนวนนกจาก 23 ชนิดเหลือ 15 ชนิด และปลาจาก 14 ชนิดลดลง
แผนการดำเนินงาน
การศึกษาจะครอบคลุมด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์ โดยในช่วงแรกจะศึกษาข้อมูลทุกด้าน เช่น ด้านกายภาพ ดิน น้ำ ปลา ข้อมูลชีวภาพ ระบบนิเวศ สภาพเศรษฐกิจและสังคม การประกอบอาชีพ การใช้น้ำ รวมถึงวิเคราะห์ความสำคัญของป่าพรุต่อชุมชน และแนวทางการฟื้นฟูโดยให้คนอยู่ร่วมกับพรุหญ้าได้ ผลการศึกษาจะนำเสนอแผนงานที่มีรายละเอียดสิ่งก่อสร้าง เช่น การฟื้นฟูตลิ่ง การขุดลอกแหล่งน้ำตื้นเขิน แผนพัฒนาแหล่งน้ำแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น 0-3 ปี ระยะกลาง 3-5 ปี และระยะยาว 6-10 ปี โดยระบุหน่วยงานรับผิดชอบ จำนวนโครงการ และงบประมาณ
ข้อเรียกร้องของชาวบ้าน
หลังจากนำเสนอโครงการ ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ชาวบ้านตำบลท่าตอนสะท้อนปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก ระบุว่าหน่วยงานทราบว่าต้นเหตุคือเหมืองแร่ในเมียนมา แต่กลับมาแก้ปัญหาปลายเหตุ ชาวบ้านเชื่อว่าหากไม่แก้ที่ต้นเหตุ ปัญหาสารหนูจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรในอนาคต เพราะพื้นที่จะไม่สามารถทำสินค้าเกษตรขายได้ ชาวบ้านไม่แน่ใจว่าป่าพรุจะแก้ปัญหาสารหนูที่ไหลมาทุกวันได้หรือไม่ เนื่องจากเหมืองแร่อาจดำเนินการต่อไปอีก 10-20 ปี
นางแสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ ที่ทำงานในพื้นที่ลุ่มน้ำกก กล่าวว่า การศึกษาโครงการเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้ศึกษาเพิ่มเติมบริเวณต้นแม่น้ำกกในเมียนมา และตั้งคำถามว่าพรุหญ้าที่กักเก็บสารพิษจะกำจัดอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่หรือไม่
พระมหานิคม มหาภินิกขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอการศึกษาระบบนิเวศลุ่มน้ำกกทั้งในไทยและเมียนมาที่เป็นต้นน้ำกว่าร้อยละ 70 และย้ำว่าควรแก้ที่ต้นเหตุ ชาวอำเภอแม่อายเรียกร้อง 3 ข้อ คือ การปิดเหมืองแร่ในต้นน้ำประเทศเมียนมา การฟื้นฟูแม่น้ำกก และการเยียวยาชาวบ้าน หากเหมืองแร่ยังไม่ปิด การฟื้นฟูจะต้องดำเนินต่อไปตลอด แต่ถ้าปิดเหมืองอาจฟื้นฟูได้ใน 5-10 ปี ทุกหน่วยงานต้องแก้ปัญหาควบคู่กันไป พร้อมตั้งคำถามว่าพรุหญ้าท่าตอนปัจจุบันเหลือพื้นที่เท่าใด และโครงการจะช่วยสนับสนุนแหล่งน้ำสะอาดให้ชาวบ้านอย่างไร
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านท่าตอนและคนลุ่มน้ำกกมองว่าการจัดการทรัพยากรน้ำในแม่น้ำกกต้องแก้ที่ต้นเหตุคือเหมืองแร่ที่ปล่อยสารพิษและโลหะหนัก โครงการนี้มีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร แนวคิดการใช้ธรรมชาติเป็นฐานแก้ปัญหาสารพิษจำเป็นต้องทำแผนที่ทั้งลุ่มน้ำกก ไม่ใช่เฉพาะอำเภอแม่อาย ต้องศึกษาทั้งลุ่มน้ำและต้นน้ำในเมียนมาว่ามีกิจกรรมเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบอยู่ตรงไหน รวมถึงต้องศึกษาลุ่มน้ำรวกและลุ่มน้ำโขงเหนือที่ได้รับผลกระทบไม่แตกต่างกัน พร้อมถามว่าโครงการจะช่วยลดสารโลหะหนักได้อย่างไร พรุหญ้าท่าตอนจะดูดซับสารโลหะหนักอย่างไร อยากให้นำงานวิจัยมานำเสนอต่อชาวบ้าน
ส่วนข้อเสนอเรื่องแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร แหล่งน้ำใหม่ที่ทดแทนการใช้น้ำกก เช่น น้ำบาดาล อ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านตำบลท่าตอนเคยเสนอต่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือนตุลาคม 2568 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า
มุมมองจากสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวย้ำความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำว่าเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่า ไม่เพียงแต่พันธุ์พืช ปลา สัตว์น้ำ และนก แต่ยังเป็นพื้นที่ซับน้ำและกรองน้ำตามธรรมชาติให้มีคุณภาพดีขึ้น ปัจจุบันพรุหญ้าท่าตอนส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย การอนุรักษ์อาจทำได้เพียงบางส่วน การฟื้นฟูหรือพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เหมือนเวียงหนองล่มอาจทำได้ยาก ควรพัฒนาพื้นที่ที่เหลืออยู่โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นายสมเกียรติยังเรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำไม่เพียงแต่ศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำท่าตอน แต่ควรเร่งสำรวจและขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วประเทศ เนื่องจากหลายพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกและสูญเสีย ไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบลุ่มน้ำกกแล้วค่อยมาสำรวจภายหลัง เพราะอาจไม่ทันการณ์ เช่นเดียวกับกรณีลุ่มน้ำกกตอนล่าง "เวียงหนองล่ม" และทุ่งหญ้าท่าตอนในปัจจุบัน
กระบวนการศึกษาและผลที่คาดหวัง
สำหรับกระบวนการศึกษาโครงการใช้เวลาประมาณ 300 วัน (กุมภาพันธ์ถึงธันวาคม 2569) โดยจะคัดเลือกโครงการที่ดีที่สุดมาออกแบบเพื่อก่อสร้าง และเมื่อเลือกแล้วจะสอบถามชาวบ้านอีกครั้งว่าตอบโจทย์การแก้ปัญหาหรือไม่ ผลที่คาดว่าจะได้รับคือรายงานศึกษาความเหมาะสมในพื้นที่ชุ่มน้ำพรุหญ้าท่าตอน รายงานแผนหลักการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรในพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อออกแบบแปลนโครงการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำพร้อมระบบนิเวศวิทยาภูมิทัศน์ต่อไป



