วิกฤตพะยูนฝูงสุดท้ายแห่งอันดามัน โลกร้อนและมนุษย์คุกคาม หวั่นเหลือเพียงชื่อ
วันที่ 22 เมษายนของทุกปีถือเป็น "วันคุ้มครองโลก" แต่ในปีนี้เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ก่อนหน้า ประเทศไทยกลับพบซากพะยูนในสภาพหัวขาดและถูกล่ามโซ่ถ่วงทะเลที่จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ตอกย้ำว่าภัยคุกคามต่อพะยูนซึ่งเป็นสัตว์อนุรักษ์ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตอย่างรุนแรง
ตามรอยพะยูนฝูงสุดท้าย ไล่ล่าโดยโลกร้อนและหญ้าทะเลหาย
พะยูน หรือที่รู้จักในชื่อหมูน้ำหรือวัวทะเล เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทะเลไทย อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรพะยูนในทะเลอันดามันปัจจุบันรวมกันไม่น่าจะถึงหนึ่งร้อยตัว และการเพาะเลี้ยงหรือผสมพันธุ์เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้สำเร็จในโลก
ในปี 2567 เกิดวิกฤตพะยูนครั้งใหญ่ที่มีพะยูนตายไปกว่า 48 ตัว ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อมาในปี 2568 มีพะยูนตายต่อเนื่องอีก 25 ตัว และล่าสุดในวันที่ 9 เมษายนปีนี้ พบซากพะยูนที่ถูกตัดหัวเพิ่มอีก 1 ตัวที่เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา แม้ผลชันสูตรจะชี้ว่าเป็นการตายจากอาการป่วย แต่เหตุการณ์นี้คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงในท้องทะเลไทย
ในอดีตมักพบพะยูนตายเฉลี่ยเดือนละ 1 ตัว แต่ในช่วงปี 2566-2567 เฉลี่ยตายเดือนละ 3.75 ตัว ซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างมากและมากกว่าการเกิด 2-3 เท่า โดยประมาณ 60% ตายจากการป่วยเพราะขาดอาหาร ซึ่งนำไปสู่การติดเชื้อตามมา ส่วนอีก 40% ตายจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น โดนใบพัดเรือ เรือชน หรือติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ ไม่นับรวมการล่าเพื่อเอาเขี้ยวและน้ำตาพะยูนเพื่อใช้ในไสยศาสตร์
การอพยพและแหล่งอาหารใหม่ของพะยูน
ทีมงานได้ลงพื้นที่ตามรอยเส้นทางการอพยพของพะยูนฝูงสุดท้ายแห่งอันดามัน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 โดยแกะรอยการย้ายถิ่นจากเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งพะยูน แต่เมื่อหญ้าทะเลในพื้นที่จังหวัดตรังหายไปนับหมื่นไร่ จากการขุดลอกปากแม่น้ำตรังที่ทำให้ตะกอนดินพัดไปทับถมหญ้าทะเล จนเหลืออยู่เพียง 3% ไม่เพียงพอกับความต้องการของพะยูน
พะยูนที่โตเต็มวัยต้องการหญ้าทะเล 13-16 ไร่ ปกคลุมพื้นที่อย่างน้อย 60% ในการดำรงชีวิต แต่ในช่วงปี 2567 หญ้าทะเลที่มีความสมบูรณ์ระดับนั้นแทบไม่มีเหลือในจังหวัดตรัง กระบี่ และสตูล พะยูนจึงต้องตระเวนหาแหล่งอาหารใหม่ หลายตัวย้ายถิ่นมาที่ภูเก็ตและอ่าวพังงา แต่ที่นั่นก็เริ่มมีปัญหาหญ้าทะเลเสื่อมโทรมในบางจุดเช่นกัน
บ้านใหม่ของพะยูนในจังหวัดภูเก็ตคือ อ่าวตั้งเข็น อ่าวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตัวอำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งมีหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์ ทีมข่าวเฝ้าสังเกตการณ์ที่นี่หลายวันเพื่อบันทึกภาพและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่และนักอนุรักษ์ท้องถิ่น โดยไม่รบกวนสัตว์
ภัยคุกคามจากความเชื่อไสยศาสตร์
ล่าสุดยังมีข่าวที่น่าเศร้าเมื่อพบซากพะยูนตัวแรกในวันที่ 9 เมษายน 2569 ลอยกลางทะเลในสภาพถูกตัดหัวและถ่วงด้วยก้อนหินที่เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา แม้ผลชันสูตรจะชี้ชัดว่าเป็นการป่วยตายตามธรรมชาติ แต่การละเมิดซากพะยูนเพื่อเอาเขี้ยวไปทำไสยศาสตร์ตามความเชื่อในเรื่องเมตตามหานิยมยังคงมีอยู่
ความเชื่อเหล่านี้มีรากฐานในพื้นที่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะในเพลงดังอย่าง "บุหงาตันหยง" ที่พูดถึงน้ำตาพะยูน ในอดีตชาวบ้านนำเขี้ยวและกระดูกพะยูนมาแปรสภาพเป็นเครื่องรางของขลัง เชื่อกันว่าช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย แต่ปัจจุบันที่พะยูนเป็นสัตว์ป่าสงวน การล่าจึงเปลี่ยนเป็นการตัดหัวจากซากแทน
ความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์
ปัจจุบันนักวิชาการและภาครัฐต่างเร่งหาวิธีการฟื้นฟูหญ้าทะเลเพื่อเพิ่มอาหารให้กับพะยูน มีการใช้อากาศยานไร้คนขับสำรวจเพื่อทำให้พื้นที่ที่พะยูนอาศัยอยู่ปลอดภัยมากขึ้น ชาวประมงและนักวิจัยพลเมืองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยสำรวจถิ่นที่อยู่และแจ้งภัยคุกคาม
ทุกภาคส่วนควรช่วยกันเพื่อไม่ให้พะยูนหายไปจากน่านน้ำประเทศไทยตลอดกาล โดยการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสัตว์อนุรักษ์ฝูงสุดท้ายนี้



