รัฐ-เอกชน 30 องค์กร เปิดตัว "ฮักโลก" ขยายเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ
รัฐ-เอกชน 30 องค์กร เปิดตัว "ฮักโลก" ขยายเครือข่ายค้าปลีก

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการพลังงาน และคณะกรรมการค้าปลีก ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนกว่า 30 องค์กร เปิดตัวโครงการ "ฮักโลก (Hug The Earth)" เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อส่งเสริมการรับรู้และอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ได้รับฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น ผ่านสัญลักษณ์กลาง "ฮักโลก" ที่จะปรากฏ ณ จุดจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ

ความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ

โครงการนี้มีผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ร่วมขับเคลื่อน อาทิ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด รวมถึงกลุ่มห้างสรรพสินค้าไทย (TDP) และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

เป้าหมายของโครงการ

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การค้า และคุณภาพชีวิตของประชาชน การเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยโครงการ "Hug The Earth" มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าที่ได้รับฉลากสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ได้สะดวกขึ้นผ่านสัญลักษณ์ "ฮักโลก" ที่เป็นเครื่องหมายกลางรวบรวมสินค้ารักษ์โลกให้สังเกตได้ง่าย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 30 องค์กร ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และภาคธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งหอการค้าไทยมีเป้าหมายขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่แนวทางการผลิตและการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน รวมถึงร่วมสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050

มุมมองจากภาคธุรกิจ

ด้านนายพิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ในฐานะกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า โครงการ Hug The Earth เริ่มต้นจากการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งผลชัดเจน ทั้งสภาพอากาศแปรปรวน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ตลอดจนความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่

ในช่วงที่ผ่านมา โครงการได้รับการตอบรับจากภาคธุรกิจจำนวนมาก มีบริษัทและแบรนด์เข้าร่วมหลายร้อยราย โดยครั้งนี้ได้ขยายความร่วมมือมายังกลุ่มค้าปลีกอย่างจริงจัง พร้อมได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แนวคิดสัญลักษณ์กลาง

สำหรับแนวคิดการใช้สัญลักษณ์ "ฮักโลก" นั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีฉลากและเครื่องหมายด้านสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานต่าง ๆ มากกว่า 40-50 รูปแบบ ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่คุ้นเคยเพียงฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 จึงเกิดแนวคิดสร้างสัญลักษณ์กลางที่เข้าใจง่าย เป็นมิตร และสามารถใช้ร่วมกับฉลากมาตรฐานต่าง ๆ ได้ เพื่อให้ผู้บริโภคสังเกตเห็นสินค้ารักษ์โลกได้สะดวกขึ้น โดยไม่ได้มีเป้าหมายยกเลิกฉลากเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์กลางที่ช่วยสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น

ต้นทุนสินค้ารักษ์โลก

เมื่อถูกถามว่า สินค้ารักษ์โลกเป็นการเพิ่มต้นทุนหรือไม่ ภาคธุรกิจมองว่า หลายคนเข้าใจว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาและเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ กลับช่วยลดต้นทุนได้มากขึ้น ยกตัวอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ในอดีตอาจใช้เวลาคืนทุน 5-10 ปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2 ปี รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีต้นทุนการใช้งานต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การรีไซเคิลพลาสติก ซึ่งเคยมีต้นทุนสูง ปัจจุบันมีต้นทุนใกล้เคียงกับวัสดุทั่วไปแล้ว

นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างโครงการถนนที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งนำเศษพลาสติก ยางมะตอย และไบโอชาร์มาผสมเป็นวัสดุก่อสร้าง โดยต้นทุนปัจจุบันลดลงจนใกล้เคียงกับวัสดุแบบเดิม พร้อมช่วยลดปริมาณขยะและกักเก็บคาร์บอนได้ในเวลาเดียวกัน

ความร่วมมือจากภาครัฐ

ขณะที่นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานหรือบุคคลใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

โดยเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในไทย สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป จึงอยากเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินกิจกรรมและสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โลกน่าอยู่และลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต