ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่าน 20 เท่า-เล็งคลายคว่ำบาตรรัสเซีย สกัดราคาน้ำมันโลกผันผวน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานน้ำมันที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก การปะทะครั้งนี้ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมันในอิหร่านและประเทศอื่นๆ ในพื้นที่ รวมถึงความกังวลว่าจะมีการปิดตายช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 1 ใน 5 ของโลก ดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันโลกผันผวนหลังทรัมป์ประกาศสงครามใกล้สิ้นสุด
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นเกือบแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดสงครามยูเครนเมื่อ 4 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มีนาคม ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก โดยปรับตัวลงมาอยู่ที่ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่าสงคราม “ใกล้จะสิ้นสุด” ก่อนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แสดงให้เห็นว่าความเคลื่อนไหวของทรัมป์และสหรัฐฯ เป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
ทรัมป์ขู่อิหร่านหนักหากขัดขวางช่องแคบฮอร์มุซ
ในช่วงเช้าวันที่ 9 มีนาคม เจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาส่งสัญญาณเตือนว่าเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงถูกโจมตีเนื่องจากอยู่ในพื้นที่สงคราม โดยแมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์ด้านน้ำมันจาก Kpler ระบุว่าขณะนี้มีเรือพาณิชย์เพียงไม่กี่ลำเท่านั้นที่ยังสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าว ต่อมาในช่วงบ่ายตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว CBS News ว่าสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน “เกือบจะสิ้นสุดลงแล้ว” โดยระบุว่าอิหร่านไม่มีกองทัพเรือ ระบบสื่อสาร กองทัพอากาศ ขีปนาวุธเหลืออยู่น้อยเต็มที่ และโดรนถูกระเบิดทิ้งเกือบหมด
สำหรับประเด็นการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางอุปทานน้ำมันโลกกว่า 20% และหยุดชะงักลงหลังเกิดสงคราม ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ “อาจทำอะไรได้อีกมาก” เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขู่อิหร่านว่า หากมีการขัดขวางเส้นทางเดินเรือ “พวกเขาไม่ควรริอ่านลองดีอะไร ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นจุดจบของประเทศ…ถ้าพวกเขาเลือกทำบางสิ่งที่เลวร้าย นั่นจะเป็นจุดจบของอิหร่านและคุณจะไม่ได้ยินชื่อนี้อีกเลย” ทรัมป์ยังขู่ว่าหากอิหร่านยังขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะตอบโต้หนักกว่าเดิม 20 เท่า รวมถึงเปรยเรื่องการเข้ายึดครองช่องแคบโดยสมบูรณ์
สหรัฐฯ ประกาศโครงการรับประกันการเดินเรือและเล็งคลายคว่ำบาตรรัสเซีย
สหรัฐฯ ได้ประกาศโครงการรับประกันมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6 แสนล้านบาท) เพื่อรับประกันการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระตุ้นให้ผู้ประกอบการกล้ากลับมาเดินเรือในพื้นที่สงคราม นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการใช้กองเรือรบสหรัฐฯ ในการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันให้ปลอดภัย ขณะเดียวกันในวันที่ 9 มีนาคม ทรัมป์มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทรัมป์เปิดเผยว่าการพูดคุยเป็นไปในเชิงบวก และปูติน “อยากจะให้ความช่วยเหลือ” เรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
จุดที่น่าสนใจคือหลังการพูดคุยครั้งนี้ ทรัมป์เปิดเผยว่าอาจมีการระงับการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันให้แก่ “บางประเทศ” เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แต่ปฏิเสธให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยกล่าวว่า “เรามีการคว่ำบาตรบางประเทศอยู่ และเราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นจนกว่าช่องแคบ(ฮอร์มุซ) จะใช้งานได้ตามปกติ” สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างอิงหลายแหล่งข่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจหมายถึงการผ่อนคลายการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซียเพิ่มเติม ซึ่งอาจซับซ้อนความพยายามกดดันรัสเซียในสงครามยูเครน
วิกฤตพลังงานโลกและความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่งสูง
ประธานาธิบดีปูตินส่งสัญญาณว่ารัสเซียพร้อมชดเชยอุปทานน้ำมันและก๊าซให้ยุโรป ระบุว่าสงครามในอิหร่านก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก พร้อมเตือนว่าการผลิตน้ำมันที่พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงในเร็วๆ นี้ รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกและมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปูตินยังกล่าวว่าบริษัทของรัสเซียควรฉวยโอกาสจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนี้
จากความผันผวนของราคาน้ำมัน โฮมายูน ฟาลัคชาฮี หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์น้ำมันดิบจาก Kpler เตือนว่าหากช่องแคบฮอร์มุซปิดตายถึงเดือนเมษายน มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่แมทธิว ไรท์ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การขนส่งสินค้าของ Kpler มองว่าปัญหาหลักไม่ใช่ค่าประกันภัยแต่เป็นความกังวลเรื่องความปลอดภัยจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ซึ่งการใช้กองเรือรบคุ้มกันอาจทำให้เรือบรรทุกน้ำมันกลายเป็นเป้าโจมตีได้ง่ายขึ้น
เขายังมองว่าทางออกของวิกฤตนี้อาจใช้ “ทางออกทางการทูต” โดยเฉพาะจากประเทศจีน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจในเอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างมาก ไม่เช่นนั้นอาจต้องรอนานกว่าหนึ่งเดือนเพื่อให้ขีดความสามารถของอิหร่านเสื่อมถอยลง นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะเลือกใช้แนวทางการทำสงครามแบบกระจายอำนาจ คล้ายกับกลุ่มฮูตี ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งลากยาวไปหลายเดือนและเป็นเรื่องน่ากังวลจากมุมมองการไหลเวียนพลังงาน



