วิกฤตสภาพอากาศโลก: โลกร้อนทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก
วิกฤตสภาพอากาศโลก: โลกร้อนทะลุ 1.5 องศาฯ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยรายงานล่าสุดว่า ปี พ.ศ. 2567 เป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สถิติอุณหภูมิโลกที่ทำลายสถิติ

รายงานระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2567 สูงกว่าช่วงก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.55 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ส่งผลให้ปี 2567 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยทำลายสถิติเดิมของปี 2566 ที่สูงขึ้น 1.45 องศาเซลเซียส

ปัจจัยที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่รุนแรงในช่วงต้นปี 2567 ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้น
  • การลดลงของเมฆสะท้อนแสง ซึ่งส่งผลให้โลกดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์มากขึ้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น อาทิ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • คลื่นความร้อน ในหลายพื้นที่ของทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
  • ไฟป่าขนาดใหญ่ ในแคนาดา ออสเตรเลีย และแอมะซอน
  • น้ำท่วมรุนแรง ในปากีสถาน อินเดีย และบางส่วนของแอฟริกา
  • ภัยแล้ง ในแอฟริกาตะวันออกและบางส่วนของอเมริกาใต้

คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า การที่อุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า โลกกำลังเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพอากาศ และเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

ด้านนักวิทยาศาสตร์จาก WMO ระบุว่า แม้การเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในปีเดียวจะยังไม่หมายความว่าเป้าหมายของข้อตกลงปารีสล้มเหลว เนื่องจากต้องดูค่าเฉลี่ยในระยะยาว แต่ก็เป็นสัญญาณที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

แนวทางแก้ไขที่จำเป็น

รายงานเสนอมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลทั่วโลกควรดำเนินการ ได้แก่

  1. ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างน้อย 45% ภายในปี 2573
  2. เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม ให้ครอบคลุมสัดส่วนที่มากขึ้น
  3. ปกป้องและฟื้นฟูป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญ
  4. ลงทุนในเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน

ทั้งนี้ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ที่จะจัดขึ้นในปี 2568 ที่ประเทศบราซิล คาดว่าจะเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศ