สภาลมหายใจเชียงใหม่จี้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดก่อนเส้นตาย 13 พ.ค. 69
วันนี้ (20 เมษายน 2569) สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยองค์กรภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวต่อวิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของชาวเชียงใหม่และภาคเหนืออย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
วิกฤตฝุ่น PM2.5 และความล้มเหลวของมาตรการรัฐ
ในแถลงการณ์ระบุว่า ปัญหามลพิษทางอากาศมีความซับซ้อนในหลายมิติ ทั้งจากภาคเมือง การขนส่ง การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้ รวมถึงฝุ่นควันข้ามแดน ซึ่งมาตรการของรัฐบาลในปัจจุบันยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดทิศผิดทางและเน้นเพียงการบรรเทาสาธารณภัยชั่วคราวมากกว่าการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน
สภาลมหายใจฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์มาตรการทางกฎหมายและนโยบายในปัจจุบันว่าขาดความมีเอกภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการประกาศเขตควบคุมมลพิษและประกาศห้ามเผาที่มีช่วงเวลาและแนวทางขัดแย้งกันเองระหว่างหน่วยงาน ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน
นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายแบบ "เหมาเข่ง" และการประกาศปิดป่าโดยไม่แยกแยะบริบทความจำเป็น ยิ่งเป็นการทำลายเครือข่ายความร่วมมือและผลักไสชาวบ้านให้กลายเป็นศัตรูของรัฐ แทนที่จะสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ข้อเสนอระดับจังหวัด: การจัดการ "ไฟจำเป็น"
ในระดับจังหวัด สภาลมหายใจฯ เรียกร้องให้มีทางออกสำหรับ "ไฟจำเป็น" (Managed Fire) โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่สูงและไร่หมุนเวียน รวมถึงพื้นที่ป่าเสี่ยงภัย โดยสนับสนุนให้ใช้ระบบ "FireD" และ "Burn Check" เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อลดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศให้เหลือน้อยที่สุด
พร้อมย้ำว่า "ไฟไม่ได้มีแต่โทษ แต่มีประโยชน์หากใช้อย่างเหมาะสม" และอยู่ในความควบคุมตามหลักเกณฑ์วิชาการ
ข้อเรียกร้องระดับประเทศ: ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด
สำหรับข้อเรียกร้องระดับประเทศ ภาคีเครือข่ายได้ยื่นคำขาดถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ให้เร่งแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน โดยการร้องขอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 เพื่อนำ "ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...." ที่ผ่านความเห็นชอบมาแล้ว 3 วาระ กลับมาพิจารณาต่อโดยเร็วที่สุด
ซึ่งมีกำหนดเส้นตาย 60 วันที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือหลักในการเปลี่ยนวิธีทำงานจากการแก้ปัญหาตามฤดูกาล ไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมไปถึงกฎหมายลูกเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทันท่วงที
คำเตือนถึงรัฐบาล
ตอนท้ายของแถลงการณ์ระบุอย่างเผ็ดร้อนว่า หากรัฐบาลยังคงเลือกแนวทางประวิงเวลาและเพิกเฉยต่อการร้องขอต่อรัฐสภาภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าเป็นการทำร้ายคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ และทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลชุดนี้ต้องถูกจารึกว่าเป็น "รัฐบาลที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน" อย่างแท้จริง



