ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนแม่น้ำกก ในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่ปัญหาหลายอย่างยังไม่ถูกแก้ไข ไทยพีบีเอสภาคเหนือชวนมองสถานการณ์ผ่านงานวิจัยของ ผศ.ดร.วรางคณา นาคเสน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งศึกษาสถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดนและข้อเสนอเชิงนโยบายถึงรัฐบาล
งานวิจัยเพื่อข้อเสนอเชิงนโยบาย
ผศ.ดร.วรางคณากล่าวว่างานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ การศึกษาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การรวบรวมข้อมูลเอกสารจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐ กับแบบสอบถามผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน เนื่องจากข้อจำกัดของระยะเวลา
ย้อนสถานการณ์ 1 ปี สารพิษลุ่มน้ำกก
ผศ.ดร.วรางคณาเล่าย้อนถึงหลังเหตุการณ์น้ำท่วม แม่น้ำกกสีและตะกอนแม่น้ำมีการเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง นำมาสู่การตรวจพบสารหนูและสารพิษต่างๆ ในเดือนเมษายน 2568 และพบต่อเนื่องจากการตรวจมา 17 ครั้งในบางจุด วันที่ 17 มีนาคม 2569 มีมติคณะรัฐมนตรีให้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน จังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ เป็นวาระระดับชาติ
ข้อมูลการติดตามคุณภาพน้ำ
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ได้เก็บตัวอย่างน้ำ 17 ครั้ง ล่าสุด (มีนาคม 2569) แม่น้ำกก สายรวก และแม่น้ำโขง น้ำมีสีน้ำตาลอ่อน มีค่าความขุ่นสูง ค่าโลหะหนักเป็นไปตามมาตรฐานในแหล่งน้ำผิวดิน ยกเว้นสารหนูพบเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ แม่น้ำกก 2 จุด คือ สะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และสะพานมิตรภาพแม่ยาว-ดอยฮาง ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แม่น้ำสายพบสารหนูเกิน 2 จุด บริเวณสะพานมิตรภาพแม่สายแห่งที่ 2 และบ้านป่าซางงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แม่น้ำรวกพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 1 จุด บริเวณสถานีสูบน้ำเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แม่น้ำโขงพบสารเกินค่ามาตรฐานสองจุด คือบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ (บ้านสบรวก) อำเภอเชียงแสน และตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
น้ำใต้ดินและสัตว์น้ำ
สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยาได้จัดเก็บตัวอย่างน้ำ รอบที่หนึ่ง (ธันวาคม 2568) จำนวน 83 ตัวอย่าง รอบที่สองระหว่างปลูก 83 ตัวอย่าง และรอบที่สามการเก็บเกี่ยว ในดิน 40 ตัวอย่าง และผลิต จำนวน 80 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 286 ตัวอย่าง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของกรมควบคุมมลพิษ แต่ถ้าเกินก็อยู่ในมาตรฐานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ส่วนสัตว์น้ำ ข้อมูลจากประมงจังหวัดเชียงใหม่ พบเนื้อปลาปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ จากการวิเคราะห์ปลากดเหลือง ปลากะมัง ปลาเค้า ปลากดคัง ไม่พบสารหนู แคดเมียม ตะกั่ว แต่พบปรอท 0.038-0.17 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม (เกณฑ์มาตรฐาน 0.5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม)
การปนเปื้อนในดินและพืชผัก
ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน (พฤศจิกายน 2568) แม่น้ำกก ตำบลห้วยชมภู ตำบลแม่ยาว ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พบการปนเปื้อนในดินในรัศมี 1 กิโลเมตรจากแม่น้ำกกที่มีการเก็บ 172 ตัวอย่าง พบสารหนู 18 จุด โดยเป็นพื้นที่น้ำท่วม 11 จุด และพื้นที่น้ำไม่ท่วม 7 จุด และมีคำเตือนหลีกเลี่ยงนำตะกอนดินจากแม่น้ำมาใช้การเกษตรโดยตรง ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) มีการเก็บตัวอย่างดิน 60 จุด ก็พบการกระจายของสารหนูตลอดลุ่มน้ำ และเกินค่ามาตรฐานอย่างน้อย 7 จุด ส่วนผลการตรวจพืชผัก จังหวัดเชียงใหม่-เชียงราย กรมวิชาการเกษตร (2568) พบผลตรวจแตกต่างกันตามพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่สุ่มตรวจอำเภอแม่อาย จำนวน 10 ตัวอย่าง พบ 8 ตัวอย่าง อยู่ในระดับปลอดภัย เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และไม่พบปนเปื้อน 2 ตัวอย่าง จังหวัดเชียงรายสุ่มตรวจอำเภอเมือง อำเภอเวียงชัย อำเภอเชียงแสน พบการปนเปื้อนเฉพาะจุด พบแคดเมียมและตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ในผักบางแปลง เช่น เบบี้คอส ปวยเล้ง และผักกาดฮ่องเต้ ซึ่งมีข้อแนะนำล้างทำความสะอาดผักทุกครั้งก่อนบริโภค และเจ้าหน้าที่กำลังสุ่มตรวจแปลงอย่างต่อเนื่อง
น้ำประปาและสุขภาพประชาชน
กรมอนามัยและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทดสอบน้ำประปา จังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ 29 ตัวอย่าง พบสารหนูและตะกั่ว แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ด้านสุขภาพประชาชน กรมควบคุมโรคและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ได้คัดกรองสุขภาพเชิงรุก ไม่พบผู้ป่วยวิกฤต หรือมีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บทางคลินิกรุนแรงเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งการคัดกรองเบื้องต้น 2,056 คน พบความเสี่ยง 362 คน นำมาตรวจปัสสาวะ พบเพียง 7 คน ในจังหวัดเชียงรายที่มีสารหนูเกินค่า แผนการดำเนินการสอบสวนโรค เจาะเลือด ตรวจสุขภาพเฉพาะทาง และจัดตั้งแผนดูแลต่อเนื่อง 5 ปี (2568-2572) ในกลุ่มเป้าหมาย
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้ศึกษาผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ มีรายงานว่า ไม่พบการระบาดหรือป่วยรุนแรง แต่พบสัญญาณการสัมผัสสะสม เช่น สารหนูในเล็บเกินเกณฑ์ 16 คน จาก 90 คน จำเป็นต้องเฝ้าระวังทางชีวภาพระยะยาว 5 ปี
สรุปภาพรวมความเสี่ยง
ผศ.ดร.วรางคณากล่าวถึงงานวิจัยส่วนที่ 2 การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วนได้เก็บข้อมูล 2 พื้นที่ คือ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กับตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จำนวน 424 คน ในประเด็นสุขภาพกาย สุขภาพจิต ผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเสมอภาคการเยียวยา วิธีการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถาม จากตัวแทนชุมชน เก็บข้อมูลเดือนมีนาคม 2569 และข้อมูลรายงานจากหน่วยงานต่างๆ
ข้อมูลสำรวจแบบสอบถาม
จากกลุ่มตัวอย่าง 424 คน พบว่า 52 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงอายุ และมีเด็กเล็ก 16 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนถึงพื้นที่มีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่มาก อาชีพหลัก 63.4 เปอร์เซ็นต์ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาชีพรับจ้าง 13.7 เปอร์เซ็นต์ และอาชีพค้าขาย/ธุรกิจ 7.8 เปอร์เซ็นต์ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน แหล่งน้ำใช้ประจำกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่า น้ำประปา 67.7 เปอร์เซ็นต์ น้ำบาดาล 34 เปอร์เซ็นต์ น้ำซื้อ 38.4 เปอร์เซ็นต์ แม่น้ำ/ลำห้วย 23.1 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มตัวอย่างที่มีการใช้น้ำบาดาลและใช้น้ำจากแม่น้ำหรือลำห้วย มีโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสสารมลพิษที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
การรับรู้และสถานการณ์ความเสี่ยงของการปนเปื้อนสารพิษในน้ำกก จากกลุ่มตัวอย่างพบว่า 91 เปอร์เซ็นต์รับรู้ว่าแม่น้ำกกมีความผิดปกติ โดยรับรู้จากทางกายภาพสีของแม่น้ำเปลี่ยนไป 77.8 เปอร์เซ็นต์ และความขุ่นตะกอน 71 เปอร์เซ็นต์ อะไรคือต้นเหตุของสารพิษในแม่น้ำกก มี 89.2 เปอร์เซ็นต์ตอบว่ามาจากการทำเหมืองแร่ ส่วนข้อมูลที่กลุ่มตัวอย่างได้รับส่วนใหญ่มาจากผู้นำชุมชน 86.3 เปอร์เซ็นต์ อสม.และ รพ.สต. 77.8 เปอร์เซ็นต์ โดยได้รับแจ้งเตือน 86.8 เปอร์เซ็นต์ และได้รับข้อมูลจากระดับจังหวัด 26.2 เปอร์เซ็นต์
เส้นทางการรับสัมผัสสารพิษ
กลุ่มตัวอย่างได้รับการสัมผัสจากการปนเปื้อนจากช่องทางใดบ้าง พบว่าเนื่องจากสถานการณ์ผ่านมา 1 ปี จากข้อมูลแบบสอบถามพบว่าประชาชนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป มีการปรับพฤติกรรมที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสมลพิษ พบว่าปัจจุบันการสัมผัสลดลง เช่นการสัมผัสทางผิวหนัง 10.6 เปอร์เซ็นต์ สัมผัสโดยตรงจากการจับปลาและทำงานในน้ำ 4 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่ามีการใช้น้ำกก หรือน้ำสงสัยที่มีการปนเปื้อน 3.5 เปอร์เซ็นต์มาทำอาหาร โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ส่วนพฤติกรรมในการปรับตัวของชาวบ้านเมื่อต้องหนีมลพิษที่มีต้นทุน พบว่าชาวบ้านใช้วิธีการต้มหรือกรองน้ำ 71.5 เปอร์เซ็นต์ หรือเปลี่ยนไปใช้น้ำซื้อ หรือน้ำประปา 67 เปอร์เซ็นต์ และงดลงเล่นน้ำหรือกิจกรรมทางน้ำ 63.7 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่ามีการรับรู้ความเสี่ยงและมีการปรับพฤติกรรม ส่วนชาวบ้านที่ใช้น้ำอยู่ 11.8 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ไม่ปรับพฤติกรรมพบว่าไม่มีทางเลือก 54 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป 50.9 เปอร์เซ็นต์ และไม่แน่ใจว่าอันตรายจริงหรือไม่ 27.6 เปอร์เซ็นต์
สัญญาณเดือนเรื่องสุขภาพ
แบบสอบถามส่วนใหญ่จะเป็นอาการฉับพลัน พบสัดส่วนไม่มากที่เจออาการ ที่มากสุดจะเป็นอาการไอรุนแรง ระคายเคืองการหายใจ 2.6 เปอร์เซ็นต์ เวียนหัว 2.1 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าสนใจในการเก็บตัวอย่าง ไม่มีผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าได้รับการตรวจสารพิษในร่างกาย เช่นเลือด ปัสสาวะ และเล็บ
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น รายได้ที่หายไปจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก พบว่า 63 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนจากกลุ่มตัวอย่างมีรายได้ลดลง เฉลี่ยประมาณ 1,200-1,300 บาทต่อเดือน ส่วนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าอาหารที่ต้องซื้อ ประมาณ 1,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 500 บาท ค่าซื้อน้ำกิน/น้ำใช้ ประมาณ 400 บาท ค่ากรองน้ำ ประมาณ 200 บาท รวมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2,600 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระ 3,500-4,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้เฉลี่ยครัวเรือนทั้งหมด เมื่อเฉลี่ยเป็นรายจังหวัดพื้นที่ตัวอย่างศึกษา พบว่า จังหวัดเชียงรายสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือน เฉลี่ย 1,472 บาทต่อเดือน (ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 762 บาท แต่รายได้ลดลง 710 บาท) ส่วนจังหวัดเชียงใหม่สูญเสียทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือน เฉลี่ย 2,056 บาทต่อครัวเรือน (ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1,028 บาท รายได้ลดลง 1,028 บาท) โดยรวมค่าเฉลี่ยสองพื้นที่เก็บมาค่าเสียหาย 1,804 บาทต่อเดือน คิดเป็นต่อปี 21,648 บาทต่อครัวเรือนต่อปี
ปัญหาความมั่นคงทางน้ำ
กรณีสารพิษแม่น้ำกก พบว่า ครัวเรือนเผชิญภาวะน้ำไม่พอใช้ 50.7 เปอร์เซ็นต์ (เชียงใหม่หนักถึง 65.5 เปอร์เซ็นต์) แต่ละครัวเรือนต้องเสียเวลาจัดการน้ำทุกวัน รองน้ำ กรองน้ำ และซื้อน้ำ 61.6 เปอร์เซ็นต์ และเสียเวลามากกว่า 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงต่อวัน ขณะเดียวกันชาวบ้าน 45.5 เปอร์เซ็นต์ต้องยังฝืนวิถีชีวิต ต้องงดบริโภคปลาและผักบางชนิดเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษ และยังต้องซื้อน้ำกิน 22.2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบริการสาธารณะพังทลาย เช่น แหล่งน้ำการเกษตรเสียหาย 72.4 เปอร์เซ็นต์ และระบบประปาหมู่บ้านได้รับผลกระทบ 64.9 เปอร์เซ็นต์
วิกฤติสุขภาพจิต
ชาวบ้านเกิดความกลัวสารพิษ ส่วนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพจิต พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีความเครียดสูงกว่าจังหวัดเชียงราย สาเหตุสำคัญมาจาก อันดับแรกคือรายได้ ภาวะน้ำไม่พอใช้ ต้องสัมผัสน้ำโดยตรง ความเครียดของชุมชนผูกโยงกับเงินที่หายไป และน้ำที่ขาดแคลน มากกว่าความกังวลเรื่องโรคภัย การเยียวยาจิตใจต้องเริ่มแก้ปากท้อง
ผลกระทบกับกลุ่มเปราะบาง
งานวิจัยพบความเสี่ยงในเด็กจากการรับรู้กลุ่มตัวอย่าง ความเสี่ยงทางกายภาพ 47.1 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในบ้านมีอาการป่วยที่สงสัยเกี่ยวกับน้ำ และผู้ปกครอง ความเหลื่อมล้ำสำคัญคือ การเยียวยา 62.5 เปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือใดๆเลย ผลวิจัยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด พบว่า ชาวบ้านริมน้ำ 69.1 เปอร์เซ็นต์ เกษตร/ประมง 64.6 เปอร์เซ็นต์ คนจน/ผู้มีรายได้น้อย 62.7 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มเปราะบาง (เด็ก/ผู้สูงอายุ) 55.2 เปอร์เซ็นต์ การช่วยเหลือที่ผ่านมามีเพียง 29 เปอร์เซ็นต์มองว่าเป็นธรรม และมองว่าการช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นเพียงการแจกน้ำฉุกเฉิน ที่กระจุกตัวบางหมู่บ้าน ล่าช้า และไร้มาตรการแก้ปัญหาระยะยาว
ผศ.ดร.วรางคณากล่าวย้ำว่า ด้วยข้อจำกัดทำข้อมูลใน 2 ตำบล จำนวน 424 คน อาจไม่ได้สะท้อนทั้งลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันข้อค้นพบที่สำคัญพบว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงที่เรื้อรัง ผลกระทบอาจไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เช่น อาการของโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ยังไม่พบเป็นกลุ่มก้อนของโรค แต่มีสัญญาณบางอย่างในระบบสิ่งแวดล้อม น้ำ พืช ปลา รวมถึงการตรวจในคน พบมีการรับสัมผัสสารพิษ ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มาตรฐานในอาหารยังปลอดภัย แต่ระยะยาวอาจเกิดผลกระทบเรื้อรัง รวมถึงในคนที่สัมผัสสารพิษ แม้อาการไม่ชัดเจน แต่ในอนาคตสารโลหะหนักต่างๆอาจจะทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น มะเร็ง
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นเกือบทุกด้าน เรื่องเศรษฐกิจ พบว่าประชาชนมีรายได้ลดลงโดยเฉพาะกลุ่มเกษตร ประมง เพราะไม่สามารถใช้น้ำได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายทางอ้อมต่างๆที่จะเพิ่มขึ้น เช่น การซื้อน้ำกิน ปกติไม่ต้องซื้อน้ำกิน หรือค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ในบางกลุ่มที่พบอาการบางอย่าง หรือการซื้ออาหารเพิ่มเพราะไม่มั่นใจในอาหารในพื้นที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ความเสียหายในระดับครัวเรือนเกิดขึ้น ถึงแม้จะเป็นความเสี่ยงในการรับรู้ แสดงว่าความรุนแรงในการรับรู้จากสถานการณ์ค่อนข้างเยอะ ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่มั่นใจในสถานการณ์ เกิดผลกระทบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ส่วนเรื่องปัญหาสุขภาพจิต ชาวบ้านมีความวิตกกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะสุขภาพของตัวเองและครอบครัว รวมถึงมีความกลัวน้ำ ข้อมูลสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในกลุ่มตัวอย่างจะหลีกเลี่ยงและไม่สัมผัสน้ำ ไม่ทำกิจกรรมทางน้ำ ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนและมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป
ข้อเสนอเร่งด่วนระยะสั้น
รัฐบาลควรทำ คือ เร่งจัดหาแหล่งน้ำใหม่ที่เชื่อถือได้สำหรับชาวบ้าน และมาตรการเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เกษตร ประมง และการท่องเที่ยว ส่วนเรื่องข้อมูลมีความสำคัญ ชาวบ้านไม่มีความมั่นใจในข้อมูลจากรายงานภาครัฐ รวมถึงข้อมูลที่ปล่อยออกมามีความขัดแย้งกัน ทำให้เกิดความสับสน ไม่รู้จะเชื่อได้อย่างไร การบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆให้เป็นชุดเดียวและป้องกันความสับสน สามารถชี้ได้อย่างชัดเจนว่าเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ให้ชาวบ้านมีความมั่นใจในการใช้ชีวิต ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และข้อมูลจะนำไปสู่การเจรจาต่อรองในเวทีในระดับจังหวัด ระดับชาติและนานาชาติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารพิษแม่น้ำกกปนเปื้อน
ความเห็นจาก สช.
นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. กล่าวว่าหลังรับฟังความคิดเห็นต่อการศึกษาประเมินผลกระทบด้านสุขภาพเร่งด่วน จะยกระดับให้เป็นประเด็นสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เช่น ระบบเฝ้าระวังสารพิษของชุมชน การจัดการข้อมูลทางวิชาการ และการสื่อสารเท่าทันความเสี่ยงในสุขภาพ การพัฒนาระบบเกษตรสีเขียวและเกษตรอินทรีย์ธุรกิจเพื่อสังคมหรือชุมชน เพื่อแก้ปัญหาในประเทศและเจรจาระหว่างประเทศ หลังผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ คาดว่าจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ในกลางปีนี้



