สมเด็จพระสังฆราชประทานพระคติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชา เน้นย้ำการชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยปัญญา
เนื่องในวันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระคติธรรมแก่พุทธศาสนิกชน โดยทรงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของดิถีมาฆบูชาที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ชวนให้พุทธบริษัทรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แก่พระอรหันตสาวกจำนวน 1,250 รูป ที่ล้วนอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุ ในดิถีเพ็ญเดือน 3 หลังจากการตรัสรู้และประกาศพระศาสนาแล้ว 9 เดือน
หัวใจแห่งพระศาสนาและการชำระจิตใจ
พระคติธรรมดังกล่าวเน้นย้ำถึงหลักการ 3 ประการที่เป็นหัวใจแห่งพระศาสนา ได้แก่ การไม่ทำบาปทั้งปวง การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ตามความหมายของพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงการทำจิตให้ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง แต่การจะบรรลุถึงจุดนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการชำระล้าง
สมเด็จพระสังฆราชทรงอธิบายว่า ผู้ที่ต้องการชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ ต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า กิเลส ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์นั้นมีลักษณะอย่างไร เพื่อจะได้สามารถสังวรระวังและรักษาจิตให้พ้นจากภาวะที่หมักหมมด้วยกิเลสเหล่านั้น กระบวนการนี้เป็นการฝึกฝนอบรมจิตใจให้เกิดสติอย่างรวดเร็วว่องไว และรู้เท่าทันต่อสภาพธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น
กิเลส 10 ประการที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
ในพระคติธรรม ทรงจำแนกกิเลสออกเป็น 10 ประการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมของมนุษย์และนำไปสู่ความทุกข์ ได้แก่
- โลภะ คือความอยากได้
- โทสะ คือความคิดประทุษร้าย
- โมหะ คือความเขลา
- มานะ คือความถือตัว
- ทิฏฐิ คือความเห็นผิด
- วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย
- ถีนะ คือความท้อแท้ถดถอย
- อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่าน
- อหิริกะ คือความไม่ละอายต่อความชั่ว
- อโนตตัปปะ คือความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว
สมเด็จพระสังฆราชทรงเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนตั้งโจทย์สำรวจพฤติกรรมของตนเองและของคนในสังคมปัจจุบัน ว่าถูกขับเคลื่อนด้วยกิเลสข้อใดบ้าง และในระดับมากน้อยเพียงใด ซึ่งกิเลสเหล่านี้มักนำไปสู่การเบียดเบียนกันทั้งทางกายและวาจา ก่อให้เกิดเวรภัยและทำลายสันติธรรมที่ทุกชีวิตปรารถนา
การปฏิบัติตามพระพุทธานุศาสนี
หากบุคคลใดสามารถอดทนและซื่อตรงพอที่จะเพ่งโทษเตือนตนเอง ให้เห็นกิเลสในจิตใจ แล้วเพียรพยายามลดละขัดเกลาให้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามพระพุทธานุศาสนีที่ว่า สจิตฺตมนุรกฺขถ ซึ่งแปลว่า ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน การกระทำเช่นนี้จัดเป็นปฏิบัติบูชาอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ
ในตอนท้ายของพระคติธรรม ทรงอวยพรให้พระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอให้สาธุชนทั้งหลายพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความผาสุกเกษมศานต์สืบไป



