สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ เกินมาตรฐาน 57 พื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ เวลา 07:00 น. พบค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 43.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างชัดเจน
ข้อมูลเชิงลึกและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
จากการตรวจวัด ค่า PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดยมีพื้นที่ถึง 57 แห่งที่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ คิดเป็นร้อยละ 81.42 ของพื้นที่ทั้งหมด ในขณะที่อีก 13 พื้นที่อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 18.57
12 อันดับพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดในกรุงเทพมหานคร ได้แก่
- เขตลาดกระบัง: 69.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตประเวศ: 63.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตหนองจอก: 60.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตมีนบุรี: 57.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตวังทองหลาง: 55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตหลักสี่: 53.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตลาดพร้าว: 52.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตบางนา: 52.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตบึงกุ่ม: 52 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตราชเทวี: 50.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตคันนายาว: 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- เขตสะพานสูง: 49.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ภาพรวมคุณภาพอากาศในแต่ละเขตของกรุงเทพฯ
กรุงเทพเหนือ: ค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 42.3 ถึง 53.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพตะวันออก: ค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 45.8 ถึง 69.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพกลาง: ค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 38.7 ถึง 55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพใต้: ค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 32.5 ถึง 52.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงธนเหนือ: ค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 34.8 ถึง 44.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง
กรุงธนใต้: ค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 28.8 ถึง 37.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง
ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
คำแนะนำด้านสุขภาพสำหรับประชาชน
คุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีส้ม ซึ่งหมายถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไป ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา
ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และหากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที
ข้อมูลจากเฟซบุ๊กสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและป้องกันตนเองจากมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง



