มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบุคลากร รพ. หลอกเหยื่อดูดเงิน
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ออกมาเตือนภัยประชาชน หลังพบมิจฉาชีพใช้กลอุบายใหม่ แอบอ้างเป็นบุคลากรจากโรงพยาบาลชื่อดัง โทรศัพท์หลอกเหยื่อว่ามีสิทธิ์ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลหรือเงินชดเชยจากประกันสุขภาพ ก่อนจะใช้เล่ห์กลดูดเงินในบัญชีเหยื่อจนหมดตัว
น.ส.เอ (นามสมมติ) ผู้เสียหายรายหนึ่ง เล่าว่า เธอได้รับโทรศัพท์จากเบอร์แปลก อีกฝ่ายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง บอกว่าเธอมีสิทธิ์ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลคืนจำนวน 15,000 บาท เนื่องจากใช้สิทธิ์ประกันสังคมเกินวงเงิน แต่ต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร โดยให้เธอโหลดแอปพลิเคชันดูดเงินจากลิงก์ที่ส่งให้
เหยื่อหลงเชื่อสูญเงินเกือบแสนบาท
น.ส.เอ หลงเชื่อเพราะมิจฉาชีพพูดจาน่าเชื่อถือ มีข้อมูลส่วนตัวของเธอ เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน และประวัติการรักษา เธอจึงทำตามคำแนะนำ จนกระทั่งเงินในบัญชีจำนวน 98,500 บาท ถูกโอนออกไปทั้งหมด เธอจึงรู้สึกผิดสังเกตและรีบแจ้งความ
พ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กล่าวว่า "รูปแบบนี้เป็นกลอุบายที่มิจฉาชีพใช้ข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหลมาหลอกเหยื่อ โดยเฉพาะข้อมูลการรักษาพยาบาลที่ซื้อขายกันในตลาดมืด ประชาชนต้องระวังอย่างยิ่ง"
5 วิธีสังเกตและป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ตำรวจสอบสวนกลางแนะนำ 5 วิธีสังเกตและป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็นบุคลากรโรงพยาบาล ดังนี้
- อย่าเชื่อข้อมูลส่วนตัวที่มิจฉาชีพมี: แม้เขาจะรู้ชื่อ นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนของคุณ แต่นั่นอาจมาจากข้อมูลรั่วไหล อย่าไว้ใจเด็ดขาด
- ไม่กดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ส่งมา: อย่ากดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่มิจฉาชีพส่งให้ทาง SMS หรือแชท เพราะอาจเป็นแอปดูดเงิน
- ไม่แจ้ง OTP หรือรหัสธนาคาร: ห้ามแจ้ง OTP หรือรหัสผ่านธนาคารให้ใครเด็ดขาด แม้จะอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ก็ตาม
- ตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรง: หากได้รับโทรศัพท์ลักษณะนี้ ให้วางสายแล้วโทรกลับไปยังโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่อ้างถึงด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกต้อง
- แจ้งความทันทีหากสงสัย: หากถูกหลอกหรือสงสัยว่าอาจถูกหลอก ให้รีบแจ้งความที่สถานีตำรวจ หรือโทรสายด่วน 191 หรือ 1599
ข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหลเป็นปัจจัยสำคัญ
จากสถิติของกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในปี 2567 มีคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นบุคลากรโรงพยาบาลมากกว่า 500 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 200 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพมักใช้ข้อมูลจากชุดข้อมูลรั่วไหลของโรงพยาบาลที่ถูกแฮกหรือพนักงานขายข้อมูล
น.ส.เอ กล่าวทิ้งท้ายว่า "อยากให้ทุกคนระวังตัว อย่าไว้ใจใครง่ายๆ แม้เขาจะมีข้อมูลเราก็ตาม เพราะเดี๋ยวนี้ข้อมูลรั่วไหลกันเยอะ ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนเชื่อ"



