อย. ยืนยัน ยาและเวชภัณฑ์ในประเทศไทยยังมีเพียงพอ แม้โรงพยาบาลบางแห่งจำกัดการจ่ายยา
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่า ยาและเวชภัณฑ์ในประเทศไทยยังมีเพียงพอ หลังโรงพยาบาลบางแห่ง เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลศิริราช ประกาศจำกัดการจ่ายยาให้ผู้ป่วยนอก โดยระบุว่าเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่สัญญาณการขาดแคลนในปัจจุบัน
มาตรการจำกัดการจ่ายยาในโรงพยาบาลใหญ่
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบมาถึงระบบยาในประเทศไทย โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทยอยออกมาตรการรับมือความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน โรงพยาบาลรามาธิบดีประกาศเพิ่มบริการ Telemedicine ควบคู่กับการจำกัดการจ่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยนอกไม่เกิน 2 เดือนต่อครั้ง โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 23 มีนาคม 2569 ขณะที่โรงพยาบาลศิริราชกำหนดมาตรการในทิศทางเดียวกัน แต่เข้มงวดกว่า โดยจำกัดการจ่ายยาไม่เกิน 1 เดือนต่อครั้ง เริ่มมีผลตั้งแต่ 18 มีนาคม 2569
คำยืนยันจากเลขาธิการ อย.
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ยืนยันว่า ยาและเวชภัณฑ์ในประเทศไทยยังมีเพียงพอ หลังโรงพยาบาลบางแห่งจำกัดการจ่ายยาให้ผู้ป่วยครั้งละ 1 เดือน โดยระบุว่าเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่สัญญาณการขาดแคลน
เลขาธิการ อย. ยังระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์ยาอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการผลิต นำเข้า และปริมาณคงคลังของแต่ละโรงพยาบาล โดยการกำหนดระยะเวลาจ่ายยาเป็นดุลยพินิจของแต่ละแห่งในการบริหารจัดการ พร้อมย้ำว่าไทยนำเข้ายาจากตะวันออกกลางในสัดส่วนต่ำ ปัจจัยที่อาจกระทบคือระบบขนส่ง เช่น การเดินเรือหรือการปิดน่านฟ้า ขณะที่ราคายาในประเทศอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่สามารถปรับขึ้นได้โดยง่าย
คำแนะนำและแผนระยะยาว
อย. ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนยาเกินความจำเป็น ในระยะยาวเตรียมส่งเสริมความมั่นคงทางยา ด้วยการสนับสนุนการวิจัยและผลิตยาในประเทศ รวมถึงการใช้ยาสมุนไพร ซึ่งปัจจุบันบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วประมาณ 20 รายการ และเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยียาสำคัญ เช่น ยาพุ่งเป้าและยารักษาโรคร้ายแรง เพื่อให้ไทยพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง แต่ อย. เน้นย้ำว่ายังไม่มีปัญหาการขาดแคลนยาในประเทศไทย และมาตรการต่างๆ เป็นเพียงการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต



