โรงพยาบาลรามาธิบดีประกาศปรับรูปแบบบริการ รับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง
โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรอันเนื่องมาจากผลกระทบของสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
รายละเอียดการปรับปรุงบริการเพื่อความยั่งยืน
ทางโรงพยาบาลได้กำหนดมาตรการสำคัญสองประการ ดังนี้
- เพิ่มสัดส่วนบริการตรวจทางไกล (Telemedicine) โดยผู้ป่วยสามารถแจ้งความประสงค์เพื่อรับบริการนี้ผ่านหน่วยบริการของโรงพยาบาลหรือแอปพลิเคชัน RAMA App ซึ่งจะช่วยลดการเดินทางและประหยัดพลังงาน
- ขยายระยะเวลาจ่ายยาและเวชภัณฑ์ สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ให้สามารถรับยาได้นานสูงสุดถึง 2 เดือน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนัดหมายเกินกว่านั้น โรงพยาบาลจะออกใบเติมยาเพื่อให้รับยาได้ทั้งทางไปรษณีย์หรือมารับด้วยตนเองที่โรงพยาบาล
นอกจากนี้ โรงพยาบาลรามาธิบดียังได้แสดงความเสียใจต่อความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้รับบริการ พร้อมย้ำว่ามาตรการเหล่านี้จำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง
บริบทวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อภาคส่วนอื่น
ในขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานได้ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ประมาณ 100 วัน พร้อมประสานงานกับผู้ค้าเพื่อเพิ่มปริมาณรถขนส่ง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบปั๊มน้ำมัน ร้านขายปุ๋ย และตลาดค้าปลีก พบว่ามีผู้กระทำผิดแล้ว 5 ราย
ทางด้านกองทัพบกยืนยันว่ามีการควบคุมการส่งออกน้ำมันบริเวณชายแดนลาวอย่างเข้มงวด และไม่พบการลอบส่งต่อไปยังกัมพูชา ส่วนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) รายงานว่ายานพาหนะกู้ชีพประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดที่เผชิญวิกฤตรุนแรง ส่งผลให้อาชีพไรเดอร์และแท็กซี่มีรายได้ลดลงอย่างมาก และหน่วยกู้ภัยต้องปรับแผนการช่วยเหลือประชาชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
มาตรการของโรงพยาบาลรามาธิบดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระดับชาติในการลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น



