ไวรัสฮันตา ภัยร้ายจากหนูสู่คน
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นโรคติดต่อจากหนูสู่คนที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง โดยมีหนูและสัตว์ฟันแทะเป็นพาหะนำโรคหลัก เชื้อไวรัสจะอยู่ในปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของหนู และสามารถแพร่กระจายสู่มนุษย์ผ่านการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งเหล่านี้ หรือสัมผัสโดยตรงแล้วนำมือไปขยี้ตา จมูก ปาก รวมถึงการกินอาหารที่ปนเปื้อน หรือถูกหนูที่มีเชื้อกัดซึ่งพบได้น้อย
ระยะฟักตัวและอาการของโรค
ระยะฟักตัวของโรคโดยทั่วไปอยู่ที่ 1 ถึง 8 สัปดาห์ อาการในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง แต่อาจรุนแรงถึงปอดอักเสบ หอบเหนื่อย หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มอาการ Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งมีอัตราเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 30-40 ส่วนกลุ่มอาการ Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS) พบมากในเอเชียและยุโรป มีอาการไข้สูง ปวดหลัง ไตวาย และมีเลือดออก
การรักษาและการป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาหลักเป็นการรักษาประคับประคอง เช่น ให้ออกซิเจน ดูแลระบบหายใจ ควบคุมภาวะช็อก และเฝ้าระวังภาวะปอดอักเสบหรือน้ำท่วมปอด รวมถึงอวัยวะล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบหลักฐานว่าไวรัสนี้แพร่กระจายได้ง่ายในวงกว้างเหมือนโรคโควิด-19 ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนจากหนู
วิธีป้องกันไวรัสฮันตา
- เก็บอาหารให้มิดชิด
- จัดบ้านให้สะอาด ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาด
- ห้ามกวาดหรือดูดมูลหนู เพราะอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
- หมั่นล้างมือด้วยสบู่
สถานการณ์ในประเทศไทย
กรมควบคุมโรคยืนยันว่าความเสี่ยงต่ำ ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตจากไวรัสฮันตาในไทย แม้พบเชื้อในหนูบางส่วนประมาณร้อยละ 2-3 แต่อาจเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด



