กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชน อย่าชะล่าใจกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปีนี้ เนื่องจากพบว่ามีการระบาดหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์การระบาด
จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่าในปีนี้มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมแล้วกว่า 30,000 ราย ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงเท่าตัว และมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 30 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุ 5-14 ปี และผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว
สาเหตุที่ทำให้ระบาดหนัก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคไข้เลือดออกระบาดหนักในปีนี้ มาจากหลายปัจจัย ได้แก่
- สภาพอากาศที่แปรปรวน มีฝนตกชุก ทำให้เกิดแหล่งน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
- ประชาชนยังละเลยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและชุมชน
- ประชาชนขาดความตระหนักในการป้องกันตนเองจากยุงกัด
อาการของโรคไข้เลือดออก
ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูงลอย 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้
วิธีการป้องกัน
กรมควบคุมโรค แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ "3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค" คือ
- เก็บบ้าน ให้สะอาด ไม่ให้มีที่เกาะพักของยุงลาย
- เก็บขยะ เศษภาชนะที่ไม่ใช้แล้ว ป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
- เก็บน้ำ ปิดฝาโอ่งน้ำ เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์
นอกจากนี้ ควรทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือใช้สเปรย์กำจัดยุงในบ้าน เพื่อป้องกันการถูกยุงกัด
การรักษา
หากมีอาการไข้สูง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDs เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น
กรมควบคุมโรคย้ำว่า การป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและชุมชน และการป้องกันตนเองจากยุงกัด หากทุกคนร่วมมือกัน จะสามารถลดการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้



