กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านสุขภาพ ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ความร่วมมือครั้งสำคัญ
นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัด สธ. กับพันธมิตรชั้นนำทางด้านเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการผู้ป่วย ระบบข้อมูลสุขภาพ การแพทย์ทางไกล ไปจนถึงการบริหารจัดการภายในโรงพยาบาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) มาประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรค การติดตามอาการผู้ป่วย และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มโรคและวางแผนสาธารณสุขเชิงรุก
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ
- การเข้าถึงบริการที่สะดวกขึ้น: ประชาชนสามารถนัดหมายแพทย์ ตรวจสอบผลตรวจ และปรึกษาแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
- ระบบข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล: ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาของตนเองได้ตลอดเวลา ช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
- การแพทย์ทางไกล: โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ผู้ป่วยสามารถรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบวิดีโอคอล
- การเฝ้าระวังโรคแบบเรียลไทม์: ระบบจะแจ้งเตือนเมื่อมีแนวโน้มการระบาดของโรค ช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์
การนำระบบดิจิทัลมาใช้จะช่วยลดภาระงานเอกสารและงานธุรการของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้มีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ระบบบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ที่ช่วยให้แพทย์สามารถเข้าถึงประวัติผู้ป่วยได้ทันที และระบบสั่งจ่ายยาอัตโนมัติที่ลดความผิดพลาดในการจ่ายยา
นายแพทย์เกียรติภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในระบบดิจิทัลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ แต่ยังช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว เนื่องจากลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน
แผนดำเนินงานในอนาคต
- ระยะที่ 1 (ปี 2567-2568): เริ่มนำร่องในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป จำนวน 30 แห่ง ทั่วประเทศ
- ระยะที่ 2 (ปี 2569-2570): ขยายผลไปยังโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ
- ระยะที่ 3 (ปี 2571 เป็นต้นไป): เชื่อมโยงระบบกับหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับและคลินิกเอกชน
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขคาดว่าการดำเนินการตามแผนดังกล่าวจะช่วยให้ระบบสาธารณสุขไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านสาธารณสุขดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2573



