หลายคนมีความเข้าใจว่าการ "งดอาหาร" ก่อนเจาะเลือดหมายรวมถึงการ "อดน้ำ" ซึ่งส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ ทำให้การเจาะเลือดยากขึ้น และส่งผลต่อความเข้มข้นของสารเคมีในเลือดจนอาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน ตามข้อมูลจาก HRT.org ศูนย์บริการทางการแพทย์ในรัฐฟลอริดา-แคลิฟอร์เนีย การตรวจเลือดเป็นเครื่องมือสำคัญทางการแพทย์ที่ช่วยให้แพทย์ระบุความผิดปกติของอวัยวะและวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เลือดประกอบด้วยพลาสมาซึ่งมีน้ำ เกลือแร่ และโปรตีนเป็นส่วนประกอบหลัก ร่วมกับเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด Path24 Laboratory ระบุว่าผลตรวจเลือดจะสะท้อนสภาวะที่แท้จริงของร่างกายได้นั้น สภาพของพลาสมาจะต้องอยู่ในสมดุลที่เหมาะสม
เจาะลึกความต่าง "งดอาหาร" ไม่เท่ากับ "อดน้ำ"
ข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไทระบุชัดเจนว่า การงดอาหารก่อนเจาะเลือดหมายถึงการงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด "ยกเว้นน้ำเปล่า" เหตุผลที่ต้องงดอาหารเนื่องจากสารอาหารที่ถูกย่อยจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เช่น การกินน้ำตาลทำให้ระดับกลูโคสพุ่งสูงขึ้น หรือการกินอาหารไขมันสูงทำให้ค่าไตรกลีเซอไรด์ผิดเพี้ยน แต่ "น้ำเปล่า" ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด ในทางตรงกันข้าม การอดน้ำจะส่งผลเสียต่อการตรวจอย่างมาก เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาตรของพลาสมาจะลดลง ทำให้เลือดมีความเข้มข้นสูงขึ้น เปรียบเสมือนห้องที่แออัดด้วยผู้คนเมื่อพื้นที่เล็กลง ความหนาแน่นของสารต่างๆ เช่น เม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินจะเพิ่มขึ้นจนอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสภาวะเลือดข้นผิดปกติ ดังนั้น การดื่มน้ำเปล่าจึงไม่ใช่แค่ทำได้ แต่เป็นสิ่งที่ "ควรทำ" เพื่อรักษาความถูกต้องของผลแล็บ
"น้ำเปล่า" ผู้ช่วยตัวจริงช่วยให้เจาะเลือดง่ายขึ้น
ในด้านสรีรวิทยา การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยเพิ่มปริมาตรเลือด ทำให้เส้นเลือดพองตัวและมีความยืดหยุ่น สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อขั้นตอนการเจาะเลือด เส้นเลือดที่อิ่มน้ำจะมองเห็นและคลำหาได้ง่าย ลดโอกาสที่พยาบาลหรือนักเทคนิคการแพทย์จะต้องควานหาเส้น ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวดให้กับผู้รับการตรวจ นอกจากนี้ การดื่มน้ำยังช่วยลดความเสี่ยงของอาการหน้ามืดหรือเป็นลมหลังการเจาะเลือด ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่งดอาหารเป็นเวลานาน สำหรับคนที่มีปัญหาเส้นเลือดเปราะหรือหาเส้นยาก การจิบน้ำเปล่าอย่างสม่ำเสมอก่อนถึงคิวเจาะเลือดประมาณ 1 ชั่วโมง จะช่วยให้กระบวนการทุกอย่างราบรื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เช็กให้ชัวร์! การตรวจประเภทไหนต้อง "งดน้ำเปล่า" จริง ๆ
แม้ว่าการตรวจเลือดส่วนใหญ่จะอนุญาตให้ดื่มน้ำได้ แต่เว็บไซต์ Family Caregivers Online แนะนำว่ามีข้อยกเว้นสำคัญที่ต้องระวัง คือ กรณีที่ผู้เข้ารับการตรวจได้รับคำสั่งจากแพทย์ว่า "NPO after midnight" ซึ่งเป็นภาษาละตินที่แปลว่า "งดทุกอย่างทางปาก" นั่นหมายถึงรวม "น้ำเปล่า" ด้วย คำสั่งนี้มักใช้ในการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบ หรือการส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อป้องกันการสำลักน้ำหรืออาหารเข้าสู่ปอดในขณะที่ร่างกายไม่ได้สติ นอกจากนี้ การตรวจเลือดเฉพาะทางบางประเภทอาจมีการควบคุมปริมาณน้ำ เช่น การตรวจหน้าที่ของไตในบางกรณี หรือการตรวจสมรรถภาพการทำงานของอวัยวะที่ต้องใช้การควบคุมปริมาตรของเหลวอย่างเข้มงวด ดังนั้น หากไม่แน่ใจ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนว่าเป็นการงดอาหารเพื่อเจาะเลือด หรือเป็นการงดน้ำงดอาหารสำหรับหัตถการอื่น
"น้ำเปล่า" ในความหมายของหมอ ไม่ใช่น้ำอะไรก็ได้ที่ไม่มีสี
เครื่องดื่มที่ผู้เข้ารับการตรวจควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผลเลือดออกมาไม่เป็นไปตามความจริง ได้แก่
- น้ำวิตามินต่างๆ แม้จะดูใสเหมือนน้ำเปล่า แต่สารเติมแต่งและวิตามินบางชนิดสามารถรบกวนปฏิกิริยาเคมีในห้องตรวจเลือด และทำให้ได้ผลเลือดคลาดเคลื่อนได้
- น้ำอัดลมใสหรือน้ำผสมมะนาว กรดซิตริกและสารให้ความหวาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลจริงหรือสารทดแทน ล้วนกระตุ้นระบบย่อยอาหารและอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนไป
- กาแฟและชา ที่แม้ไม่ใส่น้ำตาลก็ตาม แต่ก็ยังมี "คาเฟอีน" ที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำ และส่งผลต่อระดับเอนไซม์บางชนิด
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรหลีกเลี่ยงอย่างน้อย 24-72 ชั่วโมงก่อนการตรวจ โดยเฉพาะการตรวจไขมันไตรกลีเซอไรด์และหน้าที่ของตับ
สรุปคือ น้ำเปล่าที่ปลอดภัยที่สุดคือ น้ำเปล่าธรรมดา ไม่ผ่านการปรุงแต่งรส กลิ่น หรือเพิ่มวิตามินใดๆ
คู่มือเตรียมตัวเจาะเลือด 101
นี่คือแนวทางปฏิบัติที่รวบรวมจากโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ผลการตรวจสุขภาพออกมาถูกต้องที่สุด
- นับชั่วโมง "งดอาหาร" การตรวจน้ำตาลต้องงดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ส่วนการตรวจไขมันต้องงด 10-12 ชั่วโมง
- กำหนดเวลาที่เหมาะสม ควรนัดเจาะเลือดในช่วงเช้า เพื่อให้เวลาส่วนใหญ่ของการงดอาหารตรงกับช่วงที่นอนหลับ
- การดื่มน้ำ ดื่ม "น้ำเปล่า" ได้อย่างเพียงพอตลอดช่วงการงดอาหาร โดยเฉพาะในเช้าวันเจาะเลือด
- ยาและอาหารเสริม ทานยาประจำตัวได้ตามปกติ เว้นแต่แพทย์จะสั่งห้าม ส่วนวิตามินและอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องมากที่สุด
- พฤติกรรมอื่นๆ ห้ามออกกำลังกายหนักก่อนเจาะเลือด เพราะการสลายพลังงานจะทำให้ระดับเอนไซม์และน้ำตาลผิดปกติ งดสูบบุหรี่และเคี้ยวหมากฝรั่ง แม้จะเป็นแบบไม่มีน้ำตาลก็ตาม เพราะจะไปกระตุ้นระบบย่อยอาหาร
- กรณีที่พลาด หากเผลอทานอะไรเข้าไป ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตามจริง แพทย์จะได้นำข้อมูลนี้ไปประกอบการพิจารณาผล หรือเลื่อนการตรวจออกไปเพื่อความแม่นยำ
รศ.ดร.พญ.นิศารัตน์ โอภาสเกียรติกุล และ พญ.นิลรัตน์ วรรณศิลป์ จากภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า การเจาะเลือดแต่ละครั้งใช้เลือดเพียง 8-10 ซีซีเท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับเลือดทั้งหมดในร่างกายที่มีถึง 5,000 ซีซี ดังนั้นอย่ากังวลเรื่องการเสียเลือด แต่ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวที่ถูกต้องเพื่อให้ข้อมูลสุขภาพที่ได้รับนั้น "จริง" และเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองมากที่สุด
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น การเข้ารับการตรวจร่างกายหรือทำหัตถการใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้ดูแลโดยตรง เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม และเฉพาะเจาะจงกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล



