กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกอย่างใกล้ชิด หลังจากพบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคในปีนี้มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 3 เท่า
สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปีนี้
นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมแล้วกว่า 30,000 ราย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ที่มีฝนตกชุก ทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ วัยเด็กอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือ วัยแรงงานอายุ 15-34 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนย้ายและรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย
อาการและสัญญาณเตือน
โรคไข้เลือดออกมีอาการสำคัญคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากมีอาการไข้สูงเกิน 2 วัน ควรพบแพทย์ทันที
แนวทางการป้องกัน
กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค คือ
- เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบ
- เก็บขยะที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
- เก็บน้ำ ปิดฝาโอ่งหรือภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
นอกจากนี้ ควรทายากันยุงและนอนในมุ้งเพื่อป้องกันยุงกัด รวมทั้งสังเกตอาการของตนเองและคนในครอบครัว หากมีไข้สูง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
การดูแลผู้ป่วย
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้เลือดออก ควรรับประทานยาลดไข้ชนิดที่ไม่ใช่แอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น ควรใช้ยาพาราเซตามอลแทน และควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หากมีอาการรุนแรงควรรีบไปโรงพยาบาล
กรมควบคุมโรคย้ำว่าการป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและชุมชน รวมถึงการร่วมมือของทุกภาคส่วนในการควบคุมโรค



