รัฐบาลเตือนภัยจมน้ำฤดูร้อน หลังข้อมูล 10 ปีพบผู้เสียชีวิตสะสมเกือบหมื่นราย
รัฐบาลได้ออกคำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังต่ออันตรายจากการจมน้ำในช่วงฤดูร้อน ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี โดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 10 ปี ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว
สถิติที่น่าตกใจ: ผู้เสียชีวิตสะสม 9,637 รายในรอบทศวรรษ
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2568 มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำสะสมสูงถึง 9,637 ราย ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 964 รายต่อปี โดยกลุ่มอายุ 45-59 ปี มีสัดส่วนการเสียชีวิตมากที่สุดที่ร้อยละ 27.9 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ร้อยละ 21.7 และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ร้อยละ 20.3
ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือในช่วงปิดเทอม ซึ่งพบว่าการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กสูงถึงหนึ่งในสามของจำนวนการจมน้ำตลอดทั้งปี สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดเมื่ออยู่ใกล้น้ำ
สาเหตุและสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่
สำหรับสาเหตุหลักของการจมน้ำนั้น ข้อมูลระบุว่าเกิดจากการเล่นน้ำเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 51.6 และการพลัดตกหรือลื่นตกน้ำที่ร้อยละ 25.2 โดยสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่อยู่ในแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระน้ำ คลอง และแม่น้ำ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 73.1 ของทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ คิดเป็นร้อยละ 98.4 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือระหว่าง 12.00 ถึง 17.59 น. ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 60 และผู้ประสบเหตุมักอยู่กับเพื่อนในขณะเกิดเหตุที่ร้อยละ 41.4
ความรุนแรงสูง: ผู้ประสบเหตุเสียชีวิตถึงร้อยละ 76.5
ข้อมูลที่น่าตกใจอีกประการคือ ผู้ประสบเหตุจมน้ำส่วนใหญ่เสียชีวิตถึงร้อยละ 76.5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจมน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมีความรุนแรงสูง ดังนั้น การป้องกันจึงต้องเป็นอันดับแรกเสมอ
นางสาวอัยรินทร์ เน้นย้ำว่า รัฐบาลขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด รวมถึงสวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการจมน้ำและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
มาตรการป้องกันจากรัฐบาลและท้องถิ่น
รัฐบาลยังได้เน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่เสี่ยง
ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย รัฐบาลขอให้สำรวจและจัดการแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น การติดตั้งรั้ว ป้ายเตือน และกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำและลดการสูญเสียชีวิตของประชาชนให้ได้มากที่สุด
การตระหนักรู้และปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความปลอดภัยและลดสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางน้ำในช่วงฤดูร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ



