สศช. เตือนเงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่ง 10.8% ในไทย ปี 68 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป 15 เท่า
เงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยปี 68 พุ่ง 10.8% สูงกว่าทั่วไป 15 เท่า

สศช. เผยเงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยปี 2568 พุ่ง 10.8% สูงกว่าอัตราทั่วไป 15 เท่า

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเงินเฟ้อทางการแพทย์หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งคำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยสูงกว่าทั่วไปอย่างน่าตกใจ

ในปี 2568 ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์อยู่ที่ 10.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ 0.7% ในปีเดียวกันถึง 15 เท่า ขณะที่คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเป็น 10.3% ในปี 2569 ต่อเนื่องจากปี 2567-2568

ปัจจัยหลักที่ผลักดันต้นทุนสุขภาพ

นายดนุชา ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนด้านสุขภาพ โดยบริษัทประกัน 74% ชี้ว่าเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนมากที่สุด รองลงมาคือข้อจำกัดในการรองรับของสาธารณสุขภาครัฐ 52%

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความหนาแน่นของอัตราครองเตียงผู้ป่วยและระยะรอคอยการรักษานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ตาม

ต้นทุนสูงในโรงพยาบาลเอกชนและผลกระทบ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย 92% คือการลงทุนในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาและความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้นเพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นและถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ การแข่งขันด้านค่าตอบแทนบุคลากรการแพทย์พบว่าโรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนบุคลากรสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยในปี 2568 คิดเป็น 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้น

การกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในภาคเอกชน

การกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนอยู่ในระดับสูง เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุน เช่นเดียวกับอาคารสถานที่และการบริหารจัดการ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ

แนวโน้มการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น

การใช้บริการทางการแพทย์ของผู้เอาประกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพ (Loss Ratio) ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางแพทย์เกินจำเป็น คิดเป็น 28% ของอัตราเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด แต่เกิดจากผู้เอาประกันเพียง 5% เท่านั้น

ปัจจุบัน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ได้เริ่มนำเกณฑ์ Co-payment มาใช้จำกัดการใช้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็นแล้ว

แนวทางแก้ไขเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

เพื่อลดผลกระทบต่อความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่เหมาะสม ดังนี้

  • การกำหนดเพดานควบคุมราคา: ภาครัฐควรมีกลไกกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม
  • การเปิดเผยโครงสร้างต้นทุน: กำหนดให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนแบบเปรียบเทียบได้ มีราคามาตรฐานอ้างอิงภายในประเทศ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ
  • การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุนดำเนินงาน อาทิ การนัดหมาย การเคลมประกัน และการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการเลือกแนวทางการรักษา
  • การมีส่วนร่วมของผู้ป่วย: ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษา สอบถามถึงทางเลือกในการตรวจหรือหัตถการ รวมถึงผลดี/ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาเกินความจำเป็น

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของระบบสุขภาพไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรมต่อไป