กรมควบคุมโรคเร่งสอบสวนคลัสเตอร์ตับอักเสบเอโรงงานชลบุรี ป่วย 55 คน คาดปนเปื้อนน้ำ-อาหาร
กรมควบคุมโรคกำลังเร่งสอบสวนการระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบเอ หลังพบคลัสเตอร์หรือการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี โดยมีผู้ป่วยสะสมแล้ว 55 คน และคาดว่าสาเหตุอาจมาจากการปนเปื้อนของจุดน้ำดื่มและอาหารในโรงอาหารของโรงงานแห่งนี้
สถานการณ์การระบาดและสาเหตุที่คาดการณ์
พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นพ.ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า การระบาดนี้เริ่มได้รับรายงานตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การปนเปื้อนจะเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจุดน้ำดื่มในโรงอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดทิ้งขยะในระยะประมาณ 20 เมตร ซึ่งถือว่าใกล้เกินไปและอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้
นอกจากนี้ ยังพบข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดเก็บวัตถุดิบอาหารที่ไม่ถูกต้อง โดยควรยกสูงอย่างน้อย 100 เซนติเมตรเพื่อป้องกันการปนเปื้อน รวมถึงความจำเป็นในการเพิ่มจุดล้างมือและปรับปรุงคุณภาพน้ำ เช่น การเติมคลอรีนให้ได้มาตรฐาน แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบเชื้อไวรัสในตัวอย่างน้ำที่เก็บตรวจ แต่มาตรการเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดในอนาคต
สถานการณ์ภาพรวมของประเทศและกลุ่มเสี่ยง
สำหรับสถานการณ์ภาพรวมของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 20 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมจากโรคไวรัสตับอักเสบเอแล้ว 672 คน คิดเป็นอัตราป่วย 1 ต่อประชากรแสนคน และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยในปีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 2.4 เท่า
กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือวัยทำงานอายุ 30–39 ปี รองลงมาคือ 40–49 ปี และ 20–29 ปี ส่วนพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และจันทบุรี การระบาดแบบกลุ่มก้อนเช่นนี้ถือว่าไม่พบบ่อยนัก โดยปกติโรคมักพบเป็นรายบุคคลมากกว่า แต่ในกรณีที่มีแหล่งอาหารหรือน้ำปนเปื้อนและมีการใช้ร่วมกัน เช่น ในโรงงานหรือสถานที่ชุมชน ก็สามารถทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว
ลักษณะของโรคและวิธีการป้องกัน
ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร โดยเชื้อไวรัสจะปนเปื้อนมากับอุจจาระของผู้ป่วยและแพร่สู่ผู้อื่นผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสสิ่งของร่วมกันโดยไม่ล้างมือให้สะอาด ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 2–4 สัปดาห์ และอาจนานถึง 50 วัน โดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนแสดงอาการ
อาการของโรคในระยะแรกมักมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดเมื่อยตามตัว เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 จะเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดแน่นท้อง และปัสสาวะสีเข้ม ซึ่งสามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือด ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับโรคนี้ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการเป็นหลัก
ในด้านการป้องกัน กรมควบคุมโรคแนะนำให้เน้นมาตรการสุขอนามัยเป็นหลัก ได้แก่
- การล้างมืออย่างสม่ำเสมอด้วยสบู่และน้ำสะอาด
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด
- หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะหรือแก้วน้ำร่วมกัน
- ปรับปรุงระบบน้ำและโรงอาหารให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งเริ่มฉีดในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และมีวัคซีนในกรณีฉีดหลังสัมผัสเชื้อภายใน 14 วัน เพื่อลดโอกาสป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น ในครอบครัวหรือสถานประกอบการ
คำแนะนำเพิ่มเติมและกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง
กรมควบคุมโรคเตือนว่า อากาศร้อนไม่ได้เป็นปัจจัยโดยตรงของการระบาด แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น การละเลยการล้างมือหรือไม่ใช้ช้อนกลาง อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ พร้อมทั้งแนะนำให้เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคตับ ซึ่งหากติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรงได้ และหากพบผู้ป่วยควรหยุดพักอย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อลดการแพร่เชื้อ
การระบาดในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสุขอนามัยในสถานที่ชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมโรคจึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปรับปรุงมาตรการป้องกัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดและปกป้องสุขภาพของประชาชนต่อไป



