กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2568 ว่า มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ยุงลายชุกชุม ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก โดยข้อมูลล่าสุด ณ สัปดาห์ที่ 10 ของปี 2568 พบผู้ป่วยสะสมแล้วกว่า 10,000 ราย เสียชีวิต 12 ราย
ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ทำให้ยุงลายแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น การละเลยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในบ้านเรือนและชุมชน รวมถึงการที่ประชาชนยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของโรคเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจทำให้อาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ง่ายขึ้น
แนวทางการป้องกันโรคไข้เลือดออก
กรมควบคุมโรค แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค ได้แก่
- เก็บบ้าน ให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบที่เป็นที่เกาะพักของยุง
- เก็บขยะ เศษภาชนะที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
- เก็บน้ำ ปิดฝาโอ่งหรือภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์
นอกจากนี้ ควรทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือใช้สเปรย์กันยุง เพื่อป้องกันยุงกัด โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่ยุงลายออกหากิน
อาการของโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออกมีอาการสำคัญคือ ไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38.5 องศาเซลเซียส นาน 2-7 วัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดกระบอกตา อาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าว ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน แอสไพริน เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น
นายแพทย์ธงชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่ใช้ได้ในผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนและผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นในการควบคุมยุงลายและรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันโรค



