เครือข่ายงดเหล้าเตือนนโยบายขายแอลกอฮอล์ 24 ชม.ใน EEC เสี่ยงปัญหาความปลอดภัยและสังคม
เครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อนโยบายที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เห็นชอบในหลักการให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่เขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก (EEC) โดยกำหนดเงื่อนไขให้ดำเนินการได้เฉพาะในพื้นที่จัดกิจกรรม นิทรรศการ และร้านอาหารที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในเดือนพฤษภาคมนี้
ความเสี่ยงในทางปฏิบัติแม้มีเงื่อนไขจำกัดพื้นที่
นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ระบุว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกออกแบบให้ใช้ในพื้นที่เฉพาะ แต่ในทางปฏิบัติยังมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากพื้นที่ EEC ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าใช้บริการได้ จึงอาจเกิดช่องว่างในการควบคุม โดยเฉพาะเมื่อมีสถานบันเทิง ผับ บาร์ เปิดให้บริการโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา
นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายที่อาจไม่เพียงพอ ทั้งในแง่ของจำนวนเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ตรวจวัด รวมถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในการดูแลลูกค้า ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุและปัญหาสังคมจากการบริโภคแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อกังวลต่อการศึกษาที่ไม่ครอบคลุมผลกระทบระยะยาว
นายธีระ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่กรมควบคุมโรคประเมินว่า การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ไม่ส่งผลให้อุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้น โดยมองว่าเป็นการศึกษาในมิติเดียวที่เน้นเฉพาะอุบัติเหตุจราจรในระยะสั้นเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมผลกระทบด้านอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น
- พฤติกรรมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน
- การเพิ่มขึ้นของการดื่มในช่วงเวลางาน
- ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน
เขาชี้ว่า หลักฐานจากหลายประเทศและคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) สนับสนุนให้จำกัดเวลาและสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อควบคุมการบริโภคในภาพรวม หากมีการผ่อนคลายมากขึ้น อาจส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้นในระยะยาวและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและสังคมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อเสนอแนะให้รัฐพิจารณาอย่างรอบด้าน
ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณานโยบายดังกล่าวอย่างรอบด้าน และไม่ควรเร่งตัดสินใจจากข้อมูลระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
การตัดสินใจในเรื่องนี้ควรคำนึงถึงหลักฐานทางวิชาการและประสบการณ์จากต่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการใดๆ ที่นำมาใช้จะไม่สร้างปัญหาสังคมและสุขภาพในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ EEC อย่างยั่งยืน



