พบสารหนูเกินมาตรฐานในร่างกายชาวบ้านลุ่มน้ำกก 16 คน ภาครัฐเร่งหาต้นตอ
สารหนูเกินมาตรฐานในชาวบ้านลุ่มน้ำกก 16 คน รัฐเร่งหาแหล่งกำเนิด (08.03.2026)

การตรวจพบสารหนูในร่างกายชาวบ้านลุ่มน้ำกก สร้างความกังวลเร่งด่วน

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าวิตก หลังตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในเล็บของชาวบ้านจำนวน 16 คน ในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ซึ่งครอบคลุมบริเวณต้นน้ำในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และ 3 ตำบลในจังหวัดเชียงรายก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง การค้นพบครั้งนี้ได้จุดประกายความกังวลอย่างกว้างขวางในหลายฝ่าย โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

แหล่งกำเนิดสารหนูยังเป็นปริศนา

งานวิจัยดังกล่าวยังไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของสารหนูได้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าชาวบ้านได้รับสารพิษนี้จากทางใด ทางจังหวัดเชียงรายได้เรียกประชุมด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลและหาทางออกที่เหมาะสม การตรวจพบสารหนูในเล็บบ่งชี้ถึงการสัมผัสกับสารพิษเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจสะสมมาจากหลายปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านในหมู่บ้านสบกก อำเภอเชียงแสน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลายน้ำที่แม่น้ำกกไหลลงสู่แม่น้ำโขง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและหาปลาเป็นหลัก พวกเขาเปิดเผยว่าแหล่งปลาที่เคยอุดมสมบูรณ์ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่มีการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนเมื่อปี 2550 นอกจากนี้ ในอดีตหมู่บ้านนี้เคยเป็นแหล่งปลูกยาสูบที่ใช้สารเคมีและถ่านหินลิกไนต์ในการบ่ม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการปนเปื้อน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นสาเหตุ

ชาวบ้านหลายรายเล่าว่าพวกเขาใช้สารเคมีทางการเกษตร เช่น ยาคลุมหญ้าและสารกำจัดศัตรูพืช ในการปลูกข้าวโพดและพืชสวนครัว โดยบางคนใช้สารเคมี 3-4 ครั้งต่อรอบการปลูก สำหรับน้ำอุปโภคบริโภค ชาวบ้านใช้น้ำประปาหมู่บ้านสำหรับการอาบและล้าง ส่วนน้ำดื่มนั้นซื้อน้ำบรรจุขวดมานานกว่า 20 ปีแล้ว ขณะที่น้ำจากแม่น้ำกกยังถูกใช้เป็นแหล่งน้ำหลักในการเกษตร

นายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก กล่าวว่า น้ำประปาหมู่บ้านซึ่งเคยสูบจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำกก อาจมีปัญหาการปนเปื้อนสารพิษ เนื่องจากพบสารตะกั่วในน้ำและเครื่องกรองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เขาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแหล่งที่มาของสารพิษอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง และเร่งแก้ไขปัญหาน้ำประปาเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน

กรณีศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่อื่น

ในตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ชาวบ้านหนึ่งในสองคนที่ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะตรวจน้ำประปาและปลาอย่างสม่ำเสมอและผลอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ตนเองไม่ได้ลงแม่น้ำกกมานานกว่า 1 ปีแล้วเนื่องจากกลัวสารพิษ เขามีอาชีพเกษตรกรรมปลูกข้าวโพดกว่า 40 ไร่ มานานกว่า 15 ปี และยังต้องสัมผัสกับสารเคมีทางการเกษตรเป็นบางครั้ง แม้จะใช้โดรนฉีดพ่นแทนก็ตาม

ชาวบ้านรายนี้ยังเปิดเผยว่าไม่ได้สวมถุงมือขณะผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และมีแผลที่นิ้วมือจากการซ่อมรถ ซึ่งอาจเป็นช่องทางหนึ่งของการสัมผัสสารพิษ เขาเรียกร้องให้หน่วยงานเร่งสำรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษทางการเกษตรและน้ำประปาอย่างเร่งด่วน

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักวิจัย

ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่าผลวิจัยนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเสนอแนะเชิงนโยบาย ด้านนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สอบสวนและเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพิ่มเติมเพื่อหาแหล่งกำเนิดที่ชัดเจน

รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ จากสกสว. เสนอให้ทำแผนที่ความเสี่ยงโดยนำผู้ตรวจพบลงในแผนที่เพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยง และระบุว่าสารหนูที่ตรวจพบมีค่าเป็นพิษหรือไม่ เพื่อการเฝ้าระวังในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ผศ.ว่าน วิริยา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าสารหนูอาจมาจากหลายแหล่ง ทั้งธรรมชาติ เหมืองแร่ หรือกิจกรรมของมนุษย์

มาตรการลดความเสี่ยงที่เสนอ

งานวิจัยได้เสนอข้อแนะนำเชิงนโยบายในหลายด้าน ได้แก่:

  • ด้านสุขภาพ: รัฐควรจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพและแผนที่ความเสี่ยง รวมถึงตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • ด้านสังคมและเศรษฐกิจ: ควรมีมาตรการรองรับและเยียวยาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากมลพิษ รวมถึงสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: เร่งแก้ปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำ พัฒนาระบบน้ำประปาที่ได้มาตรฐาน และควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด

ปัญหาสารพิษในจังหวัดเชียงรายยังถูกมองว่าเป็นมลพิษข้ามพรมแดน โดยภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเจรจาแก้ปัญหาเหมืองแร่ในต้นน้ำประเทศเมียนมาที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง การตรวจพบสารหนูในร่างกายชาวบ้านกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชนลุ่มน้ำกกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไม่มีการแก้ไขที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐ