คนไทยคิดหนักเรื่องมีลูก เมื่อค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่เกิดจนโตอาจสูงถึง 2-6 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งที่อยู่อาศัย การศึกษา และไลฟ์สไตล์ของครอบครัว บทสนทนาในครอบครัวกลายเป็นโจทย์ระดับชาติ เมื่ออัตราการเกิดของไทยลดลงต่อเนื่องจนเข้าสู่ยุคเกิดน้อยถาวร ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจในระยะยาว
สถานการณ์การเกิดของไทย
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 3.3% ในปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียงประมาณ 4.2 แสนคน ซึ่งต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และลดลงเกือบ 10% จากปีก่อน ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) อยู่ที่ 1.21 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ลดลงอย่างมากจาก 5.45 คนในปี 2513 และต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คนอย่างมาก สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยเกินกว่าจะทดแทนคนรุ่นเดิมได้ ประเทศไทยผ่านจุดสูงสุดของประชากรแล้วและกำลังเข้าสู่ช่วงขาลง
สาเหตุที่คนไทยมีลูกน้อยลง
ภาระระยะยาวและค่าใช้จ่ายสูง
การมีลูกถือเป็นภาระระยะยาวที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี งานไม่มั่นคง และค่าครองชีพสูง คนจำนวนมากจึงเลื่อนการตัดสินใจมีลูกออกไปก่อน โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินก่อนสร้างครอบครัว
ที่อยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสม
ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนมีลูก การศึกษาจาก UN พบว่าหากการซื้อหรือเช่าบ้านทำได้ยาก ครอบครัวจำนวนมากมักเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการมีลูก ตัวอย่างเช่น ฮ่องกงและเกาหลีใต้ที่มีการเข้าถึงที่อยู่อาศัยยาก ล้วนมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก
ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
พ่อแม่จำนวนมากรู้สึกว่าต้องลงทุนกับลูกตั้งแต่เล็ก ทั้งค่าเรียน กิจกรรมเสริม ภาษา และทักษะต่างๆ ผลที่ตามมาคือครอบครัวเลือกมีลูกน้อยลงเพื่อทุ่มทรัพยากรให้ลูกแต่ละคนเต็มที่ เรียกว่า quality–quantity trade-off
รูปแบบครอบครัวที่เปลี่ยนไป
ครอบครัวที่อยู่คนเดียว (SINK) และครอบครัวที่ไม่มีบุตร (DINK) กำลังเพิ่มขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนค่านิยมในสังคม ผู้คนให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนบุคคล ความเป็นปัจเจก และการเติมเต็มชีวิตของตัวเองมากขึ้น
ค่าเสียโอกาสของผู้หญิง
ปัจจุบันผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษาและงานมากขึ้น แต่ในหลายครอบครัว ภาระดูแลบ้านและลูกยังตกอยู่กับผู้หญิงเป็นหลัก เกิดภาวะ Incomplete gender revolution คือผู้หญิงทำงานนอกบ้านแล้วยังต้องทำงานบ้าน ทำให้มีภาระสองเท่า นโยบายในที่ทำงานยังไม่เอื้อต่อการมีบุตรหรืออาจฉุดรั้งความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการมีลูกสูงขึ้น
โลกที่ไม่แน่นอน
โรคระบาด ภัยพิบัติ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บางครอบครัวรู้สึกว่าอนาคตไม่นิ่งพอที่จะพาเด็กคนหนึ่งมาเริ่มชีวิต
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) จะลดลงจาก 62% เหลือ 57% หรือหายไปประมาณ 3.6 ล้านคน เศรษฐกิจอาจเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนแรงงาน การบริโภคและการลงทุนที่ชะลอลง รวมถึงภาระงบประมาณสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีแคบลง ปัจจัยเหล่านี้จะฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทย
แนวทางแก้ไข
สราลี วงษ์เงิน Economist จาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ สรุปว่าภาวะเจริญพันธุ์ต่ำไม่ใช่แค่ปัญหาเพราะคนไม่อยากมีลูก แต่สะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจและสังคมมีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้คนมีลูกได้น้อยกว่าที่ต้องการ ทางแก้คือการปลดข้อจำกัด ตั้งแต่มีงานที่มั่นคง มีบ้านที่เข้าถึงได้ ลดต้นทุนการเลี้ยงดูและการศึกษา สามารถทำงานพร้อมสร้างครอบครัวได้ ลดค่าเสียโอกาสของผู้หญิง และลดการเลือกปฏิบัติต่อพ่อแม่ในที่ทำงาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนกล้ามีลูกมากขึ้น
ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก 1 คน ตั้งแต่เกิดถึงอายุ 20 ปี
ข้อมูลจาก MAKE by KBank ระบุว่าการมีลูก 1 คนอาจใช้เงินมากถึง 2-6 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ทำเลที่อยู่อาศัย โรงเรียนที่เลือก และไลฟ์สไตล์ของครอบครัว
ค่าใช้จ่ายในช่วงตั้งครรภ์จนถึงแรกเกิด
- ค่าฝากครรภ์และคลอด: โรงพยาบาลรัฐ 15,000-30,000 บาท โรงพยาบาลเอกชน 80,000-150,000 บาท
- นมผงและของใช้เด็กอ่อน: นมผง 1,500-2,500 บาทต่อกระป๋อง ผ้าอ้อมเดือนละ 2,000-3,000 บาท
- อุปกรณ์เด็กจำเป็น: รถเข็นเด็ก เปลเด็ก คาร์ซีท รวมกัน 50,000-100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายในช่วงวัยเรียน
- ค่าเทอม: โรงเรียนรัฐปีละ 15,000-25,000 บาท โรงเรียนเอกชน 50,000-200,000 บาท โรงเรียนนานาชาติ 300,000-800,000 บาท
- อุปกรณ์การเรียนและเครื่องแบบ: ปีละ 10,000-20,000 บาท
- กิจกรรมเสริมและค่าเดินทาง: เดือนละ 5,000-15,000 บาท
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- ค่ารักษาพยาบาล: ปีละ 20,000-50,000 บาท
- ของเล่นและ Gadget: ปีละ 15,000-40,000 บาท
- ค่าอาหาร: เดือนละ 3,000-8,000 บาท
- ค่าท่องเที่ยวครอบครัว: ปีละ 50,000-150,000 บาท
สรุปค่าใช้จ่ายรวม
เลี้ยงลูก 1 คนถึงอายุ 20 ปี ใช้เงินรวม 2-6 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับฐานะและไลฟ์สไตล์ของครอบครัว เช่น ครอบครัวรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ควรเตรียมงบประมาณ 2-3 ล้านบาท เน้นโรงเรียนรัฐและกิจกรรมเสริมพื้นฐาน ครอบครัวรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ควรเตรียม 3-5 ล้านบาท เลือกโรงเรียนเอกชนได้ ครอบครัวรายได้เกิน 100,000 บาทต่อเดือน อาจใช้งบ 5-6 ล้านบาทขึ้นไป รวมโรงเรียนนานาชาติและกิจกรรมพิเศษ
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่รวมค่าเสียโอกาสที่พ่อแม่อาจเสียไป เช่น การลดชั่วโมงทำงาน หรือการเลื่อนการลงทุนอื่นๆ ดังนั้น การวางแผนทางการเงินจึงสำคัญมากกว่าที่ประเมินไว้เสมอ



