เชียงใหม่ ทางรอดการศึกษาเยาวชนเมียนมา หลังวิกฤตรัฐประหาร 2021
เชียงใหม่ทางรอดเยาวชนเมียนมา หลังวิกฤตรัฐประหาร

เชียงใหม่: พื้นที่ปลอดภัยและทางรอดทางการศึกษาสำหรับเยาวชนเมียนมา หลังวิกฤตรัฐประหาร

ในยุคที่เมียนมาตกอยู่ในความมืดมนทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2564 เชียงใหม่ กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับเยาวชนชาวเมียนมาที่แสวงหาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เผยว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาเมียนมาจำนวน 696 คน ศึกษาในคณะสังคมศาสตร์มากที่สุด 195 คน รองลงมาคือคณะวิศวกรรมศาสตร์ 82 คน คณะเศรษฐศาสตร์ 69 คน และคณะวิทยาศาสตร์ 58 คน สถิตินี้สะท้อนการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยหลังวิกฤตการเมือง โดยในปี 2562 และ 2563 มีนักศึกษาเมียนมาเพียงปีละ 2 คน แต่ปี 2564 เพิ่มเป็น 12 คน ปี 2565 จำนวน 80 คน ปี 2566 จำนวน 161 คน ปี 2567 จำนวน 190 คน และล่าสุดปี 2568 จำนวน 249 คน ทำให้นักศึกษาเมียนมากลายเป็นกลุ่มใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากนักศึกษาชาวจีน

วิกฤตการศึกษาเมียนมา: เมื่อระบบพังทลายและครูเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน

เอ นักศึกษาชายชาวเมียนมา (นามสมมุติ) อธิบายว่า หลังรัฐประหาร ระบบการศึกษาในเมียนมาพังทลายลงอย่างรุนแรง ครูผู้มีความสามารถหลายคนเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน ส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนตกต่ำทุกปี เยาวชนจึงหันมาสนใจศึกษาในประเทศไทย โดยเลือกเชียงใหม่เพราะค่าครองชีพต่ำกว่ากรุงเทพฯ และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่โดดเด่นในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเยาวชนจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ทำให้ขาดวุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ และต้องเผชิญอุปสรรคการเทียบวุฒิ ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในเมียนมายังทำให้ความฝันริบหรี่ลง เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังล่มสลาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความแตกต่างทางการศึกษา: จากระบบท่องจำสู่การคิดวิเคราะห์

เอ ยังชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างระบบการศึกษาเมียนมาที่เน้นการท่องจำแบบคำต่อคำ กับระบบไทยที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์มากขึ้น การเลือกตั้งปี 2025 ในเมียนมา ถูกมองว่าเป็นละครฉากใหญ่ที่ไร้ความหวัง โดยเอเรียกว่าเป็นการแสดงที่จัดฉากเพื่อหลีกเลี่ยงคดีอาชญากรรมสงครามของรัฐบาลทหาร ไร้ความโปร่งใส ต่างจากการเลือกตั้งปี 2020 ที่นานาชาติยอมรับ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เยาวชนตัดสินใจไม่กลับประเทศคือกฎหมายเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นฝันร้ายของคนรุ่นใหม่ หากไม่ถูกยกเลิก การย้ายประเทศเพื่อเรียนต่อจะยังคงมีต่อไป

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เสียงสะท้อนจากนักศึกษาหญิง: การศึกษาไทยดีกว่าอย่างชัดเจน

บี นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา (นามสมมุติ) เล่าว่า เธอเลือกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพราะเชื่อมั่นในระบบการศึกษาไทยที่เห็นว่าดีกว่าอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเมียนมา สิ่งที่ประทับใจคือการสนับสนุนกิจกรรมนอกหลักสูตร เช่น กีฬา นาฏศิลป์ และดนตรี ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้ค้นพบศักยภาพด้านอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เส้นทางมาเรียนต่อเต็มไปด้วยความท้าทาย ต้องผ่านการสอบเทียบวุฒิ GED และจัดการกับค่าใช้จ่ายที่สูง โดยการอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยช่วยให้บริหารค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 4,500 บาทต่อเดือน

จากความแตกแยกสู่ความเข้าใจ: พลังของกลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงใหม่

แม้บีจะเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของเมียนมา ที่ในอดีตอาจมีความขัดแย้ง แต่การมาอยู่เชียงใหม่กลายเป็นจุดนัดพบที่สร้างความสมัครสมานสามัคคี มีเครือข่ายเยาวชนเมียนมาที่เข้มแข็ง ทำกิจกรรมทางสังคมและการเมืองร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น เธอมองการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งปลอมที่จัดทำเพื่อรักษาอำนาจทหาร และหากสถานการณ์ไม่เปลี่ยน ประเทศก็ไม่มีวันสว่างขึ้น แม้เยาวชนหลายคนเริ่มหมดหวังและอาจกลายเป็นรุ่นที่สูญหาย แต่เธอยังหวังจะกลับไปพัฒนาชุมชนหากสถานการณ์นิ่งพอ

มุมมองนักวิชาการ: โอกาสของไทยในการรับมือกับมันสมองเมียนมา

รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ติดตามสถานการณ์เมียนมาอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ฉากทัศน์การเมืองเมียนมาหลังเลือกตั้งว่า มี 2 รูปแบบหลัก คือ การสืบต่ออำนาจของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่จะทำให้เมียนมาตกอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งและถดถอย หรือการเลือกโมเดลที่ปรึกษาแห่งรัฐที่อาจช่วยให้เมียนมากลับมามีที่ยืนในอาเซียนอีกครั้ง ในมิติการศึกษา เมียนมากำลังเผชิญจุดตกต่ำที่สุด ระบบมหาวิทยาลัยหลุดจากทำเนียบโลก ทำให้นักศึกษาที่เก่งและมีวินัยไหลเข้าสู่ไทยมากขึ้น

ข้อเสนอแนะนโยบายเชิงรุก: เปลี่ยนภาระเป็นพลังส่งเสริมเศรษฐกิจ

รศ.ดร.อัมพร เสนอให้รัฐบาลไทยปรับนโยบายจากตั้งรับเป็นเชิงรุก โดยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มปัญญาชนเมียนมาที่ต้องการศึกษาต่อ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อและสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจไทยผ่านหลักสูตรนานาชาติที่มีราคาสูง การมีนักศึกษาเมียนมาที่ตั้งใจเรียนและเก่งภาษาอังกฤษยังช่วยกระตุ้นการแลกเปลี่ยนและพัฒนานักศึกษาไทย มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่านักศึกษาจะช่วยรักษามันสมองเหล่านี้ไว้ในภูมิภาค หากไทยปรับมุมมองจากการมองผู้ลี้ภัยเป็นภาระ มาเป็นการเปิดประตูรับปัญญาชนเมียนมาอย่างเป็นระบบ จะสร้างประโยชน์ร่วมกันแบบ Win-Win ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการศึกษาในระยะยาว