ไม่ใช่แค่หยอดกระปุก! เปิดกลยุทธ์ 'โครงการออมทรัพย์' โรงเรียนบ้านหนองลุมพุกหญ้าม้า ปั้นเด็กมีวินัย เงินเก็บพุ่ง 70,000 บาท
โครงการออมทรัพย์โรงเรียนบ้านหนองลุมพุกหญ้าม้า ปั้นเด็กมีวินัย เงินเก็บพุ่ง

ไม่ใช่แค่หยอดกระปุก แต่ฝึกวินัย! เปิดกลยุทธ์ 'โครงการออมทรัพย์' โรงเรียนบ้านหนองลุมพุกหญ้าม้า ปั้นเด็กมีเงินเก็บพุ่ง 70,000 บาท

การเงินกลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่งใช้ชื่อ "Kru nok" โพสต์รูปภาพจำนวนเงินออมของนักเรียนแต่ละคน พร้อมระบุข้อความว่า "โครงการออมทรัพย์โรงเรียนบ้านหนองลุมพุกหญ้าม้า ออมจริง ออมจัง #มาออมเงินกันค่ะ #อบ.2 พรุ่งนี้พร้อมส่งคืนผู้ปกครองค่ะ" สิ่งที่ทำให้ผู้ใช้โซเชียลสะดุดตาคือ จำนวนเงินออมของเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่มีเงินเก็บกว่า 70,000 บาท ในระยะเวลาเพียงปีการศึกษาเดียว

ที่มาของโครงการออมทรัพย์ที่สร้างวินัยให้เด็กนักเรียน

ล่าสุด PPTV Wealth ได้สอบถามถึงที่มาและแรงบันดาลใจของการเริ่มโครงการออมเงินนี้ โดย น.ส.กนกวรรณ ชาวประชา หรือคุณครูนก ครูประจำชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านหนองลุมพุกหญ้าม้า อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี เล่าว่า โครงการออมทรัพย์ดังกล่าวเป็นความคิดริเริ่มมาจากผู้อำนวยการของโรงเรียน ที่มีวัตถุประสงค์ต้องการสร้างวินัยทางการออมให้กับเด็กนักเรียนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

โครงการนี้ครอบคลุมทุกระดับชั้นตั้งแต่อนุบาล 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 และดำเนินการมามากกว่า 10 ปีแล้ว โดยรูปแบบการออมจะเป็นแบบเก็บระยะยาวหนึ่งภาคการศึกษา ทำเป็นประจำทุกปี เพื่อให้นักเรียนได้นำเงินมาฝาก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ระบบการออมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับโครงการออมทรัพย์ของโรงเรียน จะมีการเปิดให้ออมเงินตั้งแต่เปิดภาคเรียนแรก ในทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ โดยจะมีการบันทึกข้อมูลในบัญชีออมทรัพย์ของนักเรียนทุกคนเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นคุณครูจะถ่ายภาพสมุดบัญชีที่ลงบันทึกข้อมูลการออมทุกสัปดาห์ ให้ผู้ปกครองได้ตรวจเช็คข้อมูลว่ายอดเงินที่นักเรียนนำมาฝากนั้นตรงกับที่ผู้ปกครองให้เงินมาหรือไม่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

คุณครูกนกวรรณชี้แจงว่า การจัดทำโครงการออมทรัพย์มีระบบแบบแผนที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมและโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองที่ให้นักเรียนนำเงินมาฝากได้ และในทุกๆ สิ้นเดือนจะมีการรวมยอดเงินออมประจำเดือน ส่งกลับไปให้ผู้ปกครองได้ตรวจอีกครั้ง

"เงินที่นักเรียนนำมาออม คุณครูประจำชั้นจะไม่เก็บไว้เองเป็นการส่วนตัว แต่จะมอบให้กับคุณครูที่ดูแลโครงการโดยเฉพาะ เพื่อนำไปเข้าบัญชีโครงการออมทรัพย์ของโรงเรียน" คุณครูกนกวรรณกล่าว พร้อมย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้ส่งเสริมแค่การออมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมเรื่องความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริตอีกด้วย

กลยุทธ์จูงใจให้นักเรียนหันมาออมเงินมากขึ้น

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมนักเรียนบางคนถึงมีเงินออมเกือบ 1 แสนบาทในระยะเวลาเพียงแค่ปีการศึกษาเดียว ซึ่งคุณครูกนกวรรณได้เล่าให้ฟังว่า ปกติแล้วเงินที่นักเรียนนำมาออม ส่วนใหญ่จะเป็นการแบ่งออมจากค่าขนมที่ได้มาในแต่ละวัน แต่ก็มีบางส่วนที่ผู้ปกครองให้เงินแยกมาเพื่อออมโดยเฉพาะ

ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า หากลูกของตนเองออมได้มาก เงินออมดังกล่าวก็จะสามารถช่วยไปแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ในปีถัดไปได้ ซึ่งหากออมได้มากก็จะช่วยได้มาก แต่หากออมได้น้อยก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระส่วนหนึ่งได้เหมือนกัน

สำหรับกลยุทธ์หรือแนวคิดจูงใจให้นักเรียนหันมาออมเงินนั้น คุณครูกนกวรรณเล่าว่า อีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เด็กๆ หันมาออมเงินมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการถ่ายรูปรายงานข้อมูลให้กับผู้ปกครองได้ทราบ เพราะทุกปีการศึกษาจะมีนักเรียนเข้ามาใหม่ ทำให้ได้เห็นว่าเพื่อนๆ มีออมเงินกัน ซึ่งพอเห็นแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าอยากทำตามหรืออยากมีเงินออมเหมือนกับเพื่อนบ้าง

นอกจากนี้ ในทุกๆ วันก่อนเริ่มเรียน คุณครูจะเตือนนักเรียนว่า ใครนำเงินมาออมบ้าง หรือผู้ปกครองท่านใดฝากเงินให้เด็กๆ มาออมบ้าง เพื่อเตือนไม่ให้นักเรียนลืม และกระตุ้นให้เกิดการออมในทุกวัน

ผลตอบรับและคำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นออมเงิน

ขณะที่ผลตอบรับของโครงการดังกล่าว คุณครูกนกวรรณบอกว่า ค่อนข้างดี ทั้งเสียงจากเด็กๆ และจากผู้ปกครอง เพราะว่าโครงการออมทรัพย์สามารถช่วยให้นักเรียนมีเงินเก็บเป็นเงินก้อนได้ แม้อาจจะเป็นก้อนเล็กบ้างก้อนใหญ่บ้าง ก็แล้วแต่เด็กๆ ว่าแต่ละคนจัดสรรวิธีการออมไว้อย่างไรตลอดหนึ่งปี

ท้ายนี้ คุณครูกนกวรรณได้ให้คำแนะนำสำหรับคุณครูท่านอื่นหรือเด็กๆ ที่อยากเริ่มต้นออมเงินด้วยว่า "การออมเงินไม่จำเป็นต้องออมครั้งละจำนวนมากทีเดียวเพื่อหวังเงินก้อนโต แต่แนะนำว่าหากแต่ละคนมีเงินเท่าไหร่ก็ออมเท่านั้น" และเน้นย้ำว่าให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งปันเงินออมจัดสรรให้เพียงพอ

พร้อมกับยกตัวอย่างว่า หากได้ค่าขนมมา 10 บาทก็อาจจะแบ่งออมที่ 5 บาทก็ได้ และหากฝึกไปทุกวันก็จะกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปตลอดและเป็นผลดีกับตัวของเด็กๆ อีกด้วย โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การหยอดกระปุก แต่เป็นการปลูกฝังวินัยทางการเงินที่ยั่งยืนให้กับเยาวชนไทย