แมนฯ ยูไนเต็ดพลิกแซงเชลซี 4-3 สุดดราม่า หลังนำ 2-0 ก่อนโดนตีเสมอ
ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลทั่วโลก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะ เชลซี ไปได้ด้วยคะแนน 4-3 ในแมตช์ที่เต็มไปด้วยความดราม่าและพลิกผันอย่างไม่คาดคิด ณ สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
เกมพลิกผันหลังนำ 2-0
แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มเกมได้อย่างร้อนแรงและสามารถขึ้นนำ 2-0 ภายในครึ่งชั่วโมงแรก จากประตูของ บรูโน เฟอร์นันเดส ในนาทีที่ 8 และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในนาทีที่ 19 ทำให้แฟนบอลที่สนามและผู้ชมทางบ้านต่างเชื่อว่าทีมจะคว้าชัยชนะได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม เชลซี ไม่ยอมแพ้และเริ่มตีไข่แตกในครึ่งหลัง โดยสามารถทำประตูตีเสมอ 2-2 ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที จากฝีเท้าของ เมสัน เมานต์ ในนาทีที่ 55 และ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ในนาทีที่ 65 สร้างความตื่นเต้นให้กับการแข่งขัน
การต่อสู้ที่ดุเดือดและประตูชัยสุดนาที
เกมยังคงดุเดือดต่อเนื่อง เมื่อเชลซีพลิกขึ้นนำ 3-2 ในนาทีที่ 78 จากประตูของ คริสเตียน พูลิซิช แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ยอมลดละและสามารถตีเสมอ 3-3 ได้ในนาทีที่ 84 โดย แอนโธนี มาร์เชียล ก่อนที่ สกอตต์ แม็กโทมิเนย์ จะทำประตูชัยให้ทีมในนาทีที่ 90+3 พลิกแซงชนะ 4-3 สร้างความปิติยินดีให้กับแฟนบอลสีแดง
แมตช์นี้ถือเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่พลิกผันที่สุดในฤดูกาลนี้ของพรีเมียร์ลีก โดยแสดงให้เห็นถึงความไม่ย่อท้อและจิตวิญญาณการต่อสู้ของทั้งสองทีมอย่างชัดเจน
ผลกระทบต่อตารางคะแนนและปฏิกิริยาจากผู้จัดการทีม
ชัยชนะครั้งนี้ช่วยให้แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งตำแหน่งที่ 3 ในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก ขณะที่เชลซี ตกไปอยู่อันดับที่ 8 ทำให้การแข่งขันเพื่อตำแหน่งในยุโรปยังคงดุเดือดต่อไป
เอริก เทน ฮาก ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด กล่าวหลังเกมว่า "นี่คือจิตวิญญาณของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราไม่เคยยอมแพ้แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ฉันภูมิใจในผู้เล่นทุกคน" ในขณะที่ เกรแฮม พอตเตอร์ ของเชลซีแสดงความผิดหวัง แต่ยอมรับว่าเกมนี้สอนบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการรักษาความเข้มข้นจนนาทีสุดท้าย
การแข่งขันดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความบันเทิงให้กับแฟนบอล แต่ยังเป็นตัวอย่างของความไม่แน่นอนในฟุตบอลระดับสูง ที่ทีมใดก็สามารถพลิกเกมได้ตลอดเวลา



