ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ที่สนามเวมบลีย์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์รายการนี้ หลังเอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 ในการแข่งขันที่ดุเดือดและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
พลิกเกมกลับมาในครึ่งหลัง
แมนซิตี้เปิดเกมได้ดีกว่า และขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 30 จากลูกยิงของจอห์น สโตนส์ หลังรับบอลจากลูกตั้งเตะมุม ทำให้ทีมเยือนนำไปก่อนจบครึ่งแรก 1-0
อย่างไรก็ตาม แมนยูไม่ยอมแพ้ และพลิกเกมกลับมาได้อย่างน่าทึ่งในครึ่งหลัง โดยอาเลจานโดร การ์นาโช่ ยิงประตูตีเสมอในนาทีที่ 55 จากจังหวะที่รับบอลในกรอบเขตโทษ ก่อนที่โคบี ไมนู จะยิงประตูชัยในนาทีที่ 72 หลังจังหวะโต้กลับเร็ว ทำให้แมนยูขึ้นนำ 2-1 และรักษาผลนี้ไปจนจบเกม
ความสำคัญของชัยชนะ
ชัยชนะในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่สำหรับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของเอริก เทน ฮัค ซึ่งช่วยฟื้นฟูขวัญกำลังใจของสโมสรหลังผลงานที่ผันผวนในฤดูกาลนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการหยุดสถิติการคว้าแชมป์ของแมนซิตี้ในรายการนี้ และสร้างความภูมิใจให้กับแฟนบอลที่รอคอย
เอริก เทน ฮัค กล่าวหลังเกมว่า "นี่คือชัยชนะที่สำคัญมากสำหรับทีมและแฟนบอล เราแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ และฉันภูมิใจในผู้เล่นทุกคน"
ปฏิกิริยาจากฝั่งแมนซิตี้
ด้านเปป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนซิตี้ แสดงความผิดหวัง แต่ยอมรับในความสามารถของคู่แข่ง โดยกล่าวว่า "แมนยูเล่นได้ดีในครึ่งหลัง และสมควรได้รับชัยชนะ เราเสียประตูจากความผิดพลาดเล็กน้อย แต่ก็ต้องให้เครดิตพวกเขา"
การแข่งขันในครั้งนี้มีผู้ชมในสนามกว่า 90,000 คน และมีผู้ติดตามผ่านการถ่ายทอดสดนับล้านทั่วโลก สะท้อนถึงความนิยมของฟุตบอลอังกฤษและความร้อนแรงของดาร์บีแห่งแมนเชสเตอร์



