เมสซีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังปรบมือให้ทรัมป์ในสุนทรพจน์โจมตีอิหร่าน
ลีโอเนล เมสซี นักเตะดาวดังทีมชาติอาร์เจนตินา กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ หลังจากที่เขาได้ปรบมือให้กับสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ซึ่งทรัมป์ได้กล่าวโอ้อวดเกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
การเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์หลังคว้าแชมป์ MLS Cup
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทีมอินเตอร์ ไมอามี ซึ่งมีเมสซีเป็นดาวเตะนำทีม คว้าแชมป์ MLS Cup ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในฤดูกาลล่าสุด โดยฆอร์เก มาส เจ้าของร่วมสโมสร ได้นำทัพนักเตะ รวมถึงหลุยส์ ซัวเรซ และโรดิริโก เด ปอล เข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อแสดงความยินดี
ทีมได้มอบของที่ระลึกให้แก่ทรัมป์ ประกอบด้วยลูกฟุตบอลสีชมพูที่มีลายเซ็นของนักเตะทั้งหมด เสื้อทีมเบอร์ 47 ที่สกรีนชื่อ TRUMP และนาฬิกาจากฆอร์เก มาสและฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ซึ่งเป็นการแสดงความขอบคุณและความสัมพันธ์อันดีระหว่างทีมกับทำเนียบขาว
สุนทรพจน์ของทรัมป์และการปรบมือของเมสซี
ในระหว่างการพบปะ ทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต้อนรับ โดยเน้นย้ำถึงการโจมตีอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีรายงานว่าคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 1,230 คน เขากล่าวว่า "กองทัพสหรัฐฯ ร่วมกับพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมอย่างอิสราเอล ยังคงทำลายล้างศัตรูอย่างราบคาบ เร็วกว่ากำหนดการ และในระดับที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน บุคลากรของเรากำลังทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง เป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา"
คำพูดของทรัมป์ได้รับการปรบมือจากเมสซีและสมาชิกทีมอินเตอร์ ไมอามีที่อยู่ในห้องนั้น ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ที่ต่อต้านการโจมตีดังกล่าว
ปฏิกิริยาจากนักกิจกรรมและสื่อ
อาลี อาบูนิมาห์ นักเขียนชาวปาเลสไตน์-อเมริกัน โพสต์ลงแพลตฟอร์ม X ว่า "ลีโอเนล เมสซี ปรบมือเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์พูดถึงแผนการของเขาที่จะเอาชนะอิหร่าน แฟนๆ เมสซีหรือ?" ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจในพฤติกรรมของเมสซี
ขณะที่เลย์ลา ฮาเมด นักข่าวชาวสเปน ระบุว่า การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต โดยเฉพาะเด็กหญิง 165 คนในโรงเรียนประถม เธอวิจารณ์ว่า ทรัมป์รู้ดีว่าเขากำลังใช้ประโยชน์จากนักกีฬาเหล่านี้ และพวกเขาก็ยอมให้ตัวเองถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน
เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายการถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทของนักกีฬาในแวดวงการเมือง และความรับผิดชอบต่อสังคมในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเมสซีและทีมอินเตอร์ ไมอามีในสายตาของแฟนบอลและสาธารณชนทั่วโลก



