พบ 'ช้อนสั้น' ในเถ้ากระดูกพลทหาร หลังเสียชีวิตในเรือนจำทหาร ปมคดีทรมาน-อุ้มหาย
พบช้อนสั้นในเถ้ากระดูกพลทหาร เสียชีวิตในเรือนจำทหาร

พบ 'ช้อนสั้น' ในเถ้ากระดูกพลทหาร หลังเสียชีวิตในเรือนจำทหาร สร้างปมคดีทรมาน-อุ้มหาย

กรณีการพบวัตถุแปลกปลอม 'ช้อนสั้น' ภายในเถ้ากระดูกของ พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง ทหารกองเกินประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี หลังพิธีฌาปนกิจ ได้จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและความปลอดภัยภายในหน่วยทหาร พลทหารรายนี้เสียชีวิตในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลัง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า 'พ.ร.บ.ทรมานฯ' มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

คำถามจากครอบครัวผู้สูญเสีย: ทำไมเหตุการณ์ยังเกิดขึ้น?

แม้กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้มาเป็นเวลา 2 ปี แต่ครอบครัวของพลทหารเพชรรัตน์ยังคงตั้งคำถามว่า เหตุใดเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้อีก และวัตถุแปลกปลอมชิ้นนี้มีที่มาจากที่ใด รวมถึงวิธีการที่มันเข้าไปปะปนกับเถ้ากระดูกของพลทหารวัยเพียง 22 ปีได้อย่างไร คำถามเหล่านี้ยังคงรอคำตอบมานานกว่า 3 เดือนแล้ว ฝ่ายต้นสังกัดคือกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกคำชี้แจงระบุว่า พลทหารเพชรรัตน์เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติและอุดตัน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการปกติ โดยร่างกายไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย และสมองก็ไม่มีอาการช้ำหรือเลือดออก

อย่างไรก็ตาม ต้นสังกัดได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากส่วนกลาง เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พร้อมทั้งปรับย้ายผู้บัญชาการเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 ไปช่วยราชการที่บก.มทบ.12 ชั่วคราวในระหว่างการสอบสวน แต่กรณีนี้ยังสร้างความกังวลใจให้กับครอบครัวที่เกรงว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อครอบครัว: จากความสูญเสียสู่ความมืดแปดด้าน

มลิวรรณ กำลังยิ่ง อาของผู้เสียชีวิต เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ว่า 'ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ สมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นซึมเศร้า บางคนกลายเป็นคนป่วยจิตเวช เพราะรับไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น' ครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากพลทหารเพชรรัตน์ถือเป็นเสาหลักของครอบครัว นอกจากปัญหาสุขภาพจิตแล้ว ครอบครัวยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเรียกร้องความเป็นธรรม ตั้งแต่กระบวนการแจ้งความที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ และให้ติดต่อกับค่ายทหารต้นสังกัดโดยตรง

เมื่อครอบครัวเดินเรื่องไปยังต้นสังกัด กลับได้รับคำตอบให้ไปดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งให้อัยการเอง 'มันมืดแปดด้าน เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เพราะครอบครัวเราไม่มีฐานะ เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา และไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย' มลิวรรณกล่าวเสริม หลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ในสื่อโซเชียลและปรากฏเป็นข่าว ครอบครัวเริ่มมีความหวังมากขึ้นเนื่องจากได้พบกับทนายความที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยตรง นำไปสู่การรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ

คำถามถึงกระบวนการลงโทษและความเหมาะสมในกองทัพ

ก้องภพ ปานพูน อาอีกคนของผู้เสียชีวิต ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและขั้นตอนการลงโทษของกองทัพในกรณีที่พบว่าทหารกระทำความผิด 'มันไม่ใช่แค่การอยากรู้ว่าช้อนที่พบเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ แต่ครอบครัวอยากรู้ว่าสาเหตุอะไรถึงทำให้พลทหารเพชรรัตน์ต้องถูกสั่งลงโทษ เจ้าตัวทำอะไรผิดร้ายแรงถึงขั้นที่ต้องถูกคุมขัง?' การเรียกร้องในวันนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความยุติธรรมของครอบครัวหรือการเยียวยาที่สมควรได้รับ แต่เพื่อสร้างบรรทัดฐานด้านความเหมาะสมในการลงโทษให้แก่ครอบครัวของพลทหารทั้งหมด ในกรณีที่ในอนาคตอาจมีผู้ประสบชะตากรรมเดียวกันกับหลานชายของตน

ความท้าทายในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ทรมานฯ ภายในค่ายทหาร

แม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันและปราบปรามการบีบบังคับ ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และทำให้บุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วย และครบรอบ 3 ปีหลังบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าเครื่องมือทางกฎหมายชิ้นนี้ยังไม่ถูกบังคับใช้อย่างครอบคลุมกับบุคคลทุกระดับ โดยเฉพาะในบริบทของค่ายทหาร

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งทำงานด้านนี้โดยตรง ระบุว่าปัญหาที่พบในปัจจุบันเกิดขึ้นโดยเฉพาะกรณีการทำร้ายพลทหารในค่าย แม้พ.ร.บ.อุ้มหายจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่การเข้าถึงพยานหลักฐานภายในค่ายทหารกลับเป็นไปได้ยาก เนื่องจากถูกกีดกัน การพูดคุยกับประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะได้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

ต้องยอมรับว่าค่ายทหารเป็นพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ในบางกรณีพยานถูกข่มขู่ไม่ให้พูดข้อมูล บางครั้งพยานอาจถูกขอให้พูดชุดข้อมูลที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องการจะสื่อสารแทนข้อเท็จจริง ซึ่งพยานเหล่านั้นต้องยินยอมเพราะกังวลว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยขณะที่ต้องอยู่ภายในค่ายท�าร และส่วนใหญ่ยังพบว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากกองทัพในการเปิดพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง

สถิติคดีที่เกี่ยวข้องกับการทรมานและอุ้มหายในค่ายทหาร

จากสถิติการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นภายในค่ายทหาร พบว่าตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2569 มีคดีที่พลทหารถูกทำร้ายเสียชีวิตภายในค่ายทหารมากถึง 25 คดี ในช่วงระยะเวลา 3 ปีหลังพ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้ พบว่ามีการสั่งฟ้องได้เพียง 1 คดีเท่านั้น คือคดีของพลทหารวิเชียร เผือกสม แม้ว่าจะยังมีข้อบกพร่อง แต่ครอบครัวและทนายความก็คาดหวังว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยมอบความยุติธรรมให้กับครอบครัวผ่านกระบวนการทางกฎหมายด้วยความโปร่งใส

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายภายในสถาบันทหาร และความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมสำหรับครอบครัวผู้สูญเสียทุกคน