สำนักพระราชวังประกาศ พระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน
ประวัติพระที่นั่งพิมานรัตยา
ตามประวัติศาสตร์ พระที่นั่งพิมานรัตยา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เชื่อมต่อถึงกันด้วยมุขกระสัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
พระที่นั่งพิมานรัตยาเป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูน ทาสีขาว ยกพื้นสูง มีเสาลอยรับหลังคาโดยรอบ เชื่อมต่อกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยห้องโถงยาวที่เรียกว่า “มุขกระสัน” ทอดยาวไปทางทิศใต้ มีระเบียง 3 ด้าน คือ ทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ รอบระเบียงเป็นเสาราย มีหลังคาเป็นชั้นลด 3 ชั้น ทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ประดับ หน้าบันจำหลักรูปพระพรหมทรงหงส์ ซุ้มพระทวารเป็นซุ้มเรือนแก้วลายดอกพุดตาน และซุ้มพระบัญชรเป็นซุ้มทรงบันแถลง ปิดทองประดับกระจก
จุดกำเนิดของพระที่นั่งพิมานรัตยา
สืบเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลที่ 1 เมื่อปี 2332 เกิดฟ้าผ่าบริเวณหน้ามุขเด็จพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท จนเพลิงลุกลามไหม้เครื่องบน หลังคา และองค์พระมหาปราสาท ตลอดจนพระปรัศว์ด้านซ้ายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ภายหลังเหตุเพลิงไหม้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนซากอาคารและก่อสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ โดยมิได้จำลองรูปแบบเดิมทั้งหมด หากแต่ทรงปรับเปลี่ยนลักษณะสถาปัตยกรรมบางประการ พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ด้านหลังองค์พระมหาปราสาท และพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งพิมานรัตยา”
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 บันทึกว่า “...ปราสาทองค์ก่อนนั้นสูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท กรุงเก่า มุขหน้ามุขหลังนั้นยาวกว่ามุขข้าง และมุขเบื้องหลังนั้นอยู่ที่ข้างใน ยาวไปจดถึงพระปรัศว์ซ้ายพระปรัศว์ขวา พระมหาปราสาทใหม่นี้ ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง 4 นั้นก็เสมอกันทั้ง 4 ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ กรุงเก่ายกปะราลีเสียมิได้มีเหมือนองค์ก่อน แต่มุขเด็จยอดทั้ง 4 มุมนั้นยกทวยเสีย ใช้รูปครุฑเข้าแทนแล้วให้สถาปนาพระที่นั่งขึ้นใหม่ข้างใน ต่อมุขหลังเข้าไปอีกหลัง 1 พอเสมอด้วยมุขปราสาทองค์เก่า พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทำพระปรัศว์ซ้ายขึ้นใหม่คงตามเดิม หลังคาปราสาทและมุข กับทั้งพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ ดาดด้วยดีบุกเหมือนอย่างเก่าทั้งสิ้น ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทองค์ใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท...”
บทบาทในราชสำนักไทย
ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ พระที่นั่งพิมานรัตยามีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและราชประเพณีของราชสำนักไทย ในอดีตเคยใช้เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จมาประทับ ณ หมู่พระมหาปราสาท โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เคยเสด็จมาประทับเป็นเวลานานถึงหนึ่งปี ในระหว่างการบูรณะหมู่พระมหามณเฑียร ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระที่นั่งแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมมหาสมาคมของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารฝ่ายใน เพื่อเข้ารับพระราชทานอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ได้มีการประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาแห่งนี้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา พระที่นั่งพิมานรัตยาจึงถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ครั้งแรกในการประดิษฐานพระศพเจ้านายฝ่ายใน
แม้พระที่นั่งพิมานรัตยาจะมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพและพระศพมาโดยตลอด แต่ไม่เคยปรากฏการใช้เป็นสถานที่ “ประดิษฐานพระศพ” ของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาก่อน กระทั่งในวาระการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังพระราชพิธีสรงพระศพ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งแห่งนี้ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย อันถือเป็นหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทยและประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งพิมานรัตยา



