คนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ปัญหาใหญ่ที่รอการแก้ไขจากผู้ว่าฯ คนใหม่
คนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ปัญหาใหญ่ที่รอการแก้ไข

ท่ามกลางความศิวิไลซ์ของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ภาพความวิจิตรงดงามของวัดพระแก้ว สถาปัตยกรรมที่สวยงามเก่าแก่ย่านพระนคร ถนนราชดำเนินและถนนข้าวสารที่ไม่หลับใหล ภาพความเขียวขจีผู้คนออกกำลังกายขวักไขว่ที่สวนลุมพินี หรือความคึกคักของการเดินทางในสถานีรถไฟหัวลำโพง ...แต่อีกภาพที่เห็นได้ชินตาคือ “คนไร้บ้าน” ที่นั่งอยู่เรียงรายอยู่บนทางเท้า อาศัยหลบมุมในเงามืดในตรอกซอกซอย หลบแดดหลบฝนใต้สะพาน รอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญให้สามารถเอาชีวิตผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน

สถานการณ์คนไร้บ้านในกรุงเทพฯ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ลงสำรวจพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือเป็น “ฮอตสปอต” ที่มีคนไร้บ้านมารวมตัวกันมากที่สุดในกรุงเทพฯ ข้อมูลจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ได้ทำการสำรวจคนไร้บ้านทั่วประเทศทุก 3 ปี ล่าสุดในการสำรวจปี 2566 สำรวจพบคนไร้บ้านทั่วประเทศ 2,499 คน และมากกว่าครึ่งหนึ่ง อยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอีก 1 โจทย์ใหญ่ที่ผู้ว่าราชการคนใหม่ ต้องเข้ามาแก้ไขดูแล

คนเหล่านี้ออกมาจากบ้านและใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนมาจากเหตุผลที่หลากหลาย ทั้งความฝันบนเส้นทางอาชีพที่พังทลาย การแตกสลายของครอบครัว ภาวะทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ บางคนไร้ญาติพึ่งพิง แม้พยายามจะยืนหยัดด้วยตัวเองแต่ก็ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนมาด้วยอาการป่วยด้วยโรคประจำตัว รวมถึงการติดสุรา จนครอบครัวไม่สามารถดูแลต่อได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ชีวิตของ “เสาร์” ชายไร้บ้านวัย 44 ปี

เราติดตามชีวิต 1 วันของ “เสาร์” ชายเร่ร่อนวัย 44 ปี ผู้มีพื้นเพเดิมเป็นชาวอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ต้องกลายมาเป็นคนไร้บ้านหลังสมาชิกครอบครัวทุกคนทั้งพ่อ แม่ น้องต่างจากโลกนี้ไปทั้งหมด บ้านเช่าที่เคยอยู่อาศัยก็ถูกเจ้าของยึดคืน ไร้บ้านให้กลับ ซ้ำเคยถูกจำคุกในคดีบัญชีม้า ไม่มีงานให้ทำเพราะเคยต้องโทษ

“นอนข้างถนนมันทรมาน บางครั้งเรามีตังค์เคยไปเช่าโรงแรมนอนแล้วสบาย ยุงไม่กัด ไม่มีคนเดิน ไม่วุ่นวาย วางของไว้แล้วไม่หาย ไฟถนนไม่ทิ่มตา ไม่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงแตรรถ แต่พอนอนข้างนอกถึงอาบน้ำแป๊บเดียวก็เหนียวตัวแล้ว นอนก็ต้องระแวงคอยระวังตัวว่าจะมีใครมาขโมยตังค์ไหม” เสาร์ ชายไร้บ้าน

ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้ามานานกว่า 2 ปี หลังตื่นนอน เสาร์ จะเข้าไปอาบน้ำที่ “สดชื่นสถาน” จุดบริการอาบน้ำใต้สะพาน บางวันโชคดีมีคนจ้างทำงาน ก็จะนั่งรถเมล์ไปทำงานแต่เช้า ใช้เงินค่าจ้างซื้อข้าวแกงราคาถูก สร้างความสุขเล็กๆ จากการได้เลือกเมนูที่อยากกิน

แต่ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีตัวเลือกมากมาย เสาร์จะรอรับอาหารบริเวณสะพานผ่านพิภพลีลาหรือย่านถนนราชดำเนิน ไม่เช่นนั้นก็จะเดินเท้าหรือขึ้นรถเมล์ไปยัง “บ้านอิ่มใจ” บริเวณประปาแม้นศรี (เดิม) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพื่อรอความหวังรับอาหารที่ผู้ใจบุญนำมาแจกคนไร้บ้านที่มาเฝ้ารอรับจำนวนหลายร้อยคนในทุกๆ วัน

“บ้านอิ่มใจ” ศูนย์ฟื้นฟูชีวิตคนไร้บ้าน

สำหรับ “บ้านอิ่มใจ” เป็นศูนย์ฟื้นฟูชีวิตคนไร้บ้านของ กทม.ที่เริ่มดำเนินการเมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา โดยจะมีเรือนนอน ห้องน้ำ เสื้อผ้า การรักษาพยาบาล และอาหารบริการ รองรับคนไร้บ้านได้ประมาณ 200 คน แบ่งเป็นชาย 100 คนและหญิง 100 คน โดยจะมีเงื่อนไขให้ฝึกอาชีพ เช่น ทำอาหาร ตัดผม คนสวน สามารถอาศัยได้ 2 เดือน แต่หากไม่ต้องการฝึกอาชีพจะเข้าพักได้ 7 คืนต่อเดือน

เมื่อเดินทางไปถึงที่บ้านอิ่มใจ นอกจากกลุ่มที่ฝึกอาชีพและประจำที่เรือนนอน เรายังพบกลุ่มคนเร่ร่อนมากกว่า 200-300 คน ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วบริเวณเพื่อรอรับอาหารกลางวัน โดยแต่ละคนจะต้องนำบัตรประชาชนไปลงทะเบียนรับบัตรคิวกับเจ้าหน้าที่ เมื่อมีคนเข้ามาบริจาคอาหาร ก็จะได้รับตามคิวโดยไม่สามารถเลือกอาหารได้ ซึ่งเมนูและจำนวนอาหารที่นำมาแจกจ่ายในแต่ละวันไม่สามารถบอกได้ล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับว่ามีเจ้าภาพกี่คน แต่ละคนเอามาจำนวนเท่าไหร่

ทีมข่าวนั่งรอไปกับเสาร์และคนไร้บ้านหลายร้อยชีวิต จนกระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. อาหารชุดแรกก็มาถึงเป็นขนมปังจำนวน 20 ชิ้น ผ่านไปจนเกือบบ่าย 2 อาหารชุดที่ 2 3 และ 4 ก็ได้ทยอยมาเรื่อยๆ บ้างก็เป็นก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง นั่นหมายความว่า กว่าที่อาหารมื้อนี้ตกถึงท้องก็ล่วงเลยเวลาเที่ยงวันมาหลายชั่วโมง บางคนหากได้กินมื้อเช้ามาอาจพอทนได้ แต่สำหรับหลายคนที่เป็นอาหารมื้อแรกของวัน ก็ทำได้เพียงกุมท้องรอ

บางวันก็อาจมีมูลนิธิ ภาคประชาสังคม หรือหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้แจกจ่ายอาหารและให้บริการ ซึ่งในวันที่เราเข้าไป ตรงกับวันที่ “มูลนิธิอิสรชน” ได้มาแจกจ่ายอาหารมื้อเย็น มอบสิ่งของอาหารแห้ง ตรวจสุขภาพปฐมพยาบาลเบื้องต้น และร่วมกับกระทรวง พม.ในการให้คำปรึกษารับสิทธิช่วยเหลือด้านต่างๆ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการย้ายสิทธิการรักษาพยาบาล จากจังหวัดบ้านเกิดมายังกรุงเทพฯ

ปัญหาการเข้าถึงบริการของรัฐ

สำหรับการรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ การมีบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนมีความสำคัญมาก แต่ปัญหาที่พบ คือคนไร้บ้านจำนวนไม่น้อยไม่มีบัตรประชาชน ซึ่งอาจไม่มีแต่แรก หรือมีแล้วสูญหาย ในส่วนนี้ ทาง กทม.ได้จัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) รับทำบัตรประชาชนใหม่เดือนละ 1 ครั้ง แต่ละครั้งจำกัดจำนวนประมาณ 20 คน ซึ่งอาจยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและจำนวนคนเข้ารับบริการ

เมื่อออกจากบ้านอิ่มใจ เราเดินเท้าผ่านศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ตัดเข้าถนนอัษฎางค์ ไปจนถึงสะพานผ่านพิภพลีลา พบคนไร้บ้านนั่งปักหลักริมสองข้างทางร่วมร้อยคน เพื่อรออาหารเย็นที่จะมีคนเข้ามาบริจาค เสาร์ พาทีมข่าวนั่งรอบริเวณนั้นจนประมาณ 18.30 น. ก็มีผู้นำอาหารมาตั้งโต๊ะบริจาค ก่อนที่กลุ่มคนไร้บ้านจะกรูเข้ามาต่อแถวรับ จัดระเบียบกันเอง ก่อนที่อาหารจะหมดไปอย่างรวดเร็ว

เสาร์ เล่าว่า บริเวณข้างสนามหลวงและริมถนนราชดำเนิน ก็เป็นสถานที่ที่มักมีคนใจบุญนำอาหาร สิ่งของ และเงินมาบริจาคเป็นประจำทุกวัน แต่ละวันมีเจ้าภาพหลายเจ้า จนหลายครั้งคนไร้บ้านบางส่วนก็เอาอาหารเหล่านี้ไปขายต่อในราคาถูกให้กับผู้ใช้แรงงาน พนักงานร้านต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย

ที่ผ่านมากลุ่มคนไร้บ้านต้องปรับตัวให้ทนสภาพอากาศแปรปรวน แดดจัด ฝนถล่ม บ้างปักหลักอยู่ริมทางเท้า บ้างซุกตัวอยู่ตามมุมใต้สะพาน โดยหลายคนเลือกที่จะอยู่กันเป็นกลุ่มเพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต แต่บางคนก็เลือกจะอยู่เพียงลำพัง

“ที่น่ากลัวจริงๆ คือบางทีคนเดินไปเดินมา เดินกันตลอดทั้งคืนไม่ซ้ำหน้า ฝรั่งเมามาจากถนนข้าวสาร บางคนเมาถืออาวุธมาด้วย ปาขวดมั่งอะไรมั่ง เราก็ต้องหลบ กลัวมันจะฆ่าเรา”

ความท้าทายของปัญหา เมื่อส่วนหนึ่ง “ตั้งใจไร้บ้าน”

แม้ “เสาร์” จะกลายเป็นคนไร้บ้านเพราะความจำเป็นในชีวิต แต่สำหรับคนไร้บ้านอีกจำนวนมาก อาจเป็นหนทางที่พวกเขาเลือกเองด้วยความเต็มใจ หลายคนแม้มีบ้านแต่ก็ไม่อาจเป็นความสบายใจหรือสถานที่ปลอดภัยให้ใช้ชีวิตได้ สุดท้ายการเลือกออกมาอยู่ข้างถนน อาจสร้างความสบายใจและความสุขได้มากกว่า และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปัญหายังไม่หมดไป แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมจะพยายามแก้ไขก็ตาม

เสาร์ เล่าว่า จากคนไร้บ้านที่ตนเคยพบเจอ หลายคนก็มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแต่ไม่อยากกลับ บางคนเคยกลับไปแล้วแต่สุดท้ายก็กลับมาเร่ร่อนตามเดิม อาจทั้งบ้านไม่ใช่ที่สบายใจ หรือบางคนก็เสพติดสภาพความเป็นอยู่แบบนี้ไปแล้ว เพราะมีความอิสระ มีคนคอยให้ความช่วยเหลือ จนหลายคนเคยชินไม่อยากเริ่มชีวิตใหม่

“บางคนเขาไม่อยากกลับบ้านนะ ส่วนหนึ่งเพราะอยู่แบบนี้มันสบาย ไม่ต้องมีใครมายุ่งกับเรา งานก็ไม่ต้องทำ ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ รอของแจกอย่างเดียว บางคนได้ของแจกมาเยอะก็เอาไปขายได้เงินมา 40-50 บาท พอได้ซื้อเหล้า”

แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. เผยว่า คนไร้บ้านจัดเป็น “คนไร้ที่พึ่ง” ซึ่งมีอยู่หลายแบบด้วยกัน แบบแรกคือมีบ้าน แต่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้เพราะในบ้านไร้ที่พึ่ง และอีกแบบคือไม่เคยมีบ้านมาตั้งแต่ต้น เติบโตมาจากครอบครัวที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะอยู่แล้ว

“ถ้าสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในบ้านไม่ดี วิธีการที่คนคนหนึ่งแก้ปัญหาก็คือออกมาข้างนอกซะดีกว่า ไปเจอเพื่อนใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ เพราะเขาอาจจะมีความสุขมากขึ้น พอไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ก็มีปัจจัยที่ดึงให้คนกลุ่มนี้ไม่อาจกลับเข้าบ้านได้อีก เช่น เรื่องของยาเสพติด สุรา การประกอบอาชีพที่อาจจะไม่ถูกต้อง”

นอกจากนี้อีกปัจจัยที่แม้ไม่ได้เป็นสาเหตุหลัก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้คนยังใช้ชีวิตข้างถนนต่อได้ คือ “ความเมตตา” ของคน ที่เข้าไปสนับสนุนเรื่องอาหาร เสื้อผ้า สิ่งของต่างๆ แม้จะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ก็ไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริงมั่นคง ไม่ได้เปลี่ยนจากการอาศัยในที่สาธารณะมาเป็นสถานที่ที่ควรอยู่ ไม่ได้เปลี่ยนจากการขออาหารกินไปวันๆ ไปเป็นการประกอบอาชีพเพื่อให้มีรายได้ ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่คนไร้บ้านพอใจในชีวิตของตนเอง รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีบ้านก็ได้ ก็จะเพิ่มความท้าทายในการทำงานของเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น

“เรื่องที่ท้าทายมากคือการทำให้คนที่อยู่ในที่สาธารณะปรับตัว เข้าใจ และเปิดใจ พร้อมที่จะเข้ามาร่วมกระบวนการการพัฒนาคุณภาพชีวิต การคุ้มครองสิทธิต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำงานได้ยาก เพราะว่ากว่าที่คนคนหนึ่งจะออกจากบ้านมา เขาต้องผ่านประสบการณ์อะไรที่ถึงที่สุด เรื่องความรัก ความอบอุ่น สัมพันธภาพไม่ต้องพูดถึง แทบจะขาดสะบั้นหมดแล้วเขาถึงได้ออกมา และเจ้าหน้าที่ในฐานะที่เป็นคนอื่น จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะไปสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับคนที่เขาหันหลังออกจากบ้าน” แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

การให้โอกาส แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การให้โอกาสของคนสังคม เป็นเรื่องที่สำคัญในการที่จะช่วยแก้ปัญหาคนเร่ร่อนอย่างยั่งยืน สำหรับเสาร์ ชีวิตข้างถนนทำให้เขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดแบบวันชนวัน มื้อชนมื้อ วันไหนกินอิ่มนอนหลับก็ดีไป แต่ถ้าวันไหนเจอเรื่องร้าย ก็อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว สิ่งเหล่านี้หมุนวน จนทำให้เขารู้สึกอยากกลับไปทำงานหาเงินอีกครั้ง จึงได้เข้าร่วมโครงการ จ้างวานข้า ของมูลนิธิกระจกเงา ในตำแหน่งพนักงานจัดสิ่งของบริจาค

ปัจจุบัน เสาร์ ทำงานมากว่า 2 เดือนแล้ว วันไหนที่ทำงานก็จะได้ค่าแรง 500 บาท และในเวลาไม่ถึง 1 เดือนจากวันที่พูดคุยกับทีมข่าว เขากำลังจะมีห้องเช่าจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไม่ต้องนอนซุกใต้สะพานพระปิ่นเกล้าอีกต่อไป

“ชีวิตต่างไปเลย ตอนที่ไม่มีเงินก็ไปนั่งรอข้าวแบบไม่มีจุดหมาย บางทีกว่าจะมาก็นาน หิวจนแสบท้อง แต่พอมีงานทำ อยากจะกินอะไรก็ซื้อเอา อิ่มเลย พูดง่ายๆ คือมันต่างกัน เราทำงานแบบอดทนอีกนิด เพราะเดือนหน้าก็ได้ห้องพักเป็นหลักแหล่งแล้ว”

แม้ชีวิตของเสาร์จะดีขึ้น แต่เขาเป็นส่วนน้อยมากในกลุ่มคนเร่ร่อนนับพันชีวิตที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากกรุงเทพมหานคร ที่จะเข้ามาช่วยเหลือพลิกฟื้นชีวิต สร้างโอกาสทั้งด้านการทำงาน เยียวยาบาดแผลทั้งร่างกายจิตใจ สร้างความเข้าใจให้เขาเลือกละทิ้งชีวิตเร่ร่อนและกลับมาเริ่มต้นใหม่ ควบคู่ไปกับอีกสิ่งสำคัญคือ การทำให้สังคมเปิดใจ ให้โอกาส ให้พวกเขากลับมามีความหวังและได้มี “บ้าน” เป็นที่อาศัยและที่พึ่งพิงในชีวิตอย่างแท้จริง