ในวงการพระเครื่องปัจจุบัน พระสมเด็จพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรมักถูกจัดว่าเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม แม้บางองค์จะมีเนื้อและลักษณะที่เข้าขั้นว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง แต่ก็ยังยึดถือกันว่าเป็นของวัดบางขุนพรหมเป็นหลัก ค่านิยมปัจจุบันยึดพิมพ์ทรงเป็นสำคัญ เมื่อเห็นพิมพ์นี้ก็มักเชื่อว่าเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมโดยไม่มีข้อสงสัย แต่แท้จริงแล้วพระสมเด็จพิมพ์ทรงนี้มีเฉพาะของวัดบางขุนพรหมเท่านั้นหรือไม่
ข้อมูลจากตำราพระเครื่องประยุกต์
ตำรา "พระเครื่องประยุกต์" ของตรียัมปวาย อ้างอิงแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือว่า นายเทศ ซึ่งเป็นหลานเจ้าพระคุณฯ เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวายท่านเจ้าพระคุณฯ เป็นเบื้องแรก โดยพิมพ์ทรงแรกเริ่ม ได้แก่ พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ทรงฐานคู่ และพิมพ์ทรงสังฆาฏิ ส่วนพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้นเชื่อกันว่าเจ้าพระคุณฯ เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเอง ต่อมาเจ้าวังหลังพระองค์หนึ่งซึ่งรับราชการในกรมช่างสิบหมู่ ได้ออกแบบใหม่ถวาย โดยดัดแปลงจากแบบเก่าให้งดงามยิ่งขึ้น และในที่สุดหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงราชสำนักรัชกาลที่ 4 เป็นผู้แกะพิมพ์ถวาย ซึ่งนับว่าเป็นแบบพิมพ์ที่งดงามมาก
การแบ่งพิมพ์ทรงตามตรียัมปวาย
ตรียัมปวายยังระบุว่าพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรมีทั้งของวัดระฆังและวัดบางขุนพรหม (หรือที่เรียกว่าพิมพ์ทรงไกเซอร์) โดยมีพิมพ์ทรงย่อยดังนี้
- แบบพิมพ์โปร่ง มี 2 พิมพ์ทรงย่อย เฉพาะของวัดบางขุนพรหม
- แบบพิมพ์เขื่อง มี 4 พิมพ์ทรงย่อย มีทั้งของวัดระฆังและวัดบางขุนพรหม
- แบบพิมพ์สันทัด มี 2 พิมพ์ทรงย่อย มีทั้งของวัดระฆังและวัดบางขุนพรหม
- แบบพิมพ์ย่อม มี 1 พิมพ์ทรงย่อย เป็นของวัดบางขุนพรหม
ในยุคต่อมา ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จได้แบ่งพิมพ์ใหม่เหลือเพียงไม่กี่พิมพ์ทรงย่อย และเห็นตรงกันว่าพิมพ์ทรงนี้มีเฉพาะของวัดบางขุนพรหมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จอาวุโส เคยเห็นพระสมเด็จทุกพิมพ์ทรงรวมถึงพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรที่มีเนื้อจัดอย่างเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง
การแบ่งพิมพ์ของนิรนาม
นิรนามแห่งนิตยสารพรีเชียส แบ่งพระพิมพ์ทรงนี้ออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก (มีน้อยมาก) และพิมพ์แขนหักศอกหรือพิมพ์ว่าวจุฬา โดยพุทธลักษณะแม่พิมพ์ของพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลางมีความคล้ายกันมาก
หลักฐานที่เชื่อมโยงกับวัดระฆัง
เมื่อนำข้อมูลจากตำราและร่องรอยพยานหลักฐานมาพิจารณา "ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ" เห็นว่าพระสมเด็จพิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับพระสมเด็จวัดระฆัง เช่น
- การไม่มีขอบปลิ้น
- การพบรอยปูไต่ (รอยปริตามขอบหรือขนานกับขอบด้านหลัง)
- การพบจงอยปากนกที่มุมฐานชั้นล่าง
ขอบปลิ้น
การไม่มีขอบปลิ้นในพระพิมพ์ทรงนี้ สาเหตุน่าจะมาจากแม่พิมพ์พระพิมพ์นี้มักมีวิธีการสร้างเช่นเดียวกับแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง คือแกะลวดลายลงบนวัสดุแข็งเช่นหินสบู่ โดยแกะมากกว่าหนึ่งลวดลายบนหินแผ่นเดียวกัน การกดพระเป็นลักษณะเดียวกับวัดระฆัง คือนำก้อนมวลสารกดลงบนแผ่นหินสบู่ แล้วตัดขอบด้วยของมีคม อาจตัดขณะที่องค์พระยังอยู่บนแผ่นหินสบู่จากด้านหลังไปด้านหน้า ทำให้เกิดรอยปูไต่ที่ด้านหลัง ซึ่งแตกต่างจากพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อื่นที่มักไม่มีขอบปริด้านหลัง และมักมีขอบปลิ้นด้านหน้า
จงอยปากนก
จงอยปากนกที่มุมฐานชั้นล่างเป็นลักษณะของการสร้างแม่พิมพ์ที่แกะลวดลายบนแผ่นหินสบู่ เป็นจุดเริ่มต้นของการลงมีดปาดผิวเพื่อแกะองค์พระ ตำราช่างสิบหมู่ระบุว่าการแกะเริ่มจากเส้นซุ้มครอบแก้วก่อนแล้วจึงแกะฐานชั้นล่าง ปลายเส้นซุ้มครอบแก้วด้านขวามือที่ยาวลงมาด้านล่าง ในองค์ที่ติดชัดจะเห็นเส้นจงอยปากนกเชื่อมจากปลายเส้นซุ้มมาที่หัวมุมด้านล่างของฐานชั้นล่าง ซึ่งนิรนามบอกว่าเป็นจุดตายในการพิจารณาพระพิมพ์ทรงนี้
เมื่อพิจารณาถึงตรงนี้ เรื่องราวสอดคล้องกับที่ตรียัมปวายบอกว่าแท้จริงแล้วพระสมเด็จพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรมีทั้งของวัดระฆัง (ใช้แม่พิมพ์วัดระฆังกดพระวัดระฆัง) และวัดบางขุนพรหม (นำแม่พิมพ์วัดระฆังมากดพระวัดบางขุนพรหม หรือสร้างแม่พิมพ์ใหม่) และแรกเริ่มรุ่นแรกๆ ออกแบบโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ก่อนที่จะมีการพัฒนาพิมพ์ทรงโดยช่างสิบหมู่และช่างทองหลวง
ความเห็นของอาจารย์ประกิต หลิมสกุล
อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวว่าพระสมเด็จพิมพ์ทรงนี้ที่มีลักษณะแบบบ้านๆ หรือพรีมิทีฟ ได้รับอิทธิพลจากบุคลิกลักษณะของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตที่ออกแบบพิมพ์ทรงในยุคแรกๆ
บทส่งท้าย
ตำรารุ่นเก่าที่น่าเชื่อถือและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จอาวุโสหลายท่านบอกว่าพระสมเด็จพิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑมีทั้งของวัดระฆังและวัดบางขุนพรหม แต่การเล่นหาพระสมเด็จกระแสหลักในปัจจุบันยึดถือว่าเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเท่านั้น "ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ" เห็นว่าในอนาคตเมื่อข้อมูลและพยานหลักฐานปรากฏชัดเจนขึ้น ความจริงย่อมปรากฏว่าแท้จริงแล้วพระสมเด็จพิมพ์ทรงนี้มีของวัดระฆังด้วยหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเป็นของวัดไหน ก็ไม่น่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านคุณค่านิยมหรือความเลื่อมใสศรัทธา
วิธีพิจารณาพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลาง
"ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ" ขอนำเสนอวิธีพิจารณาส่วนที่คล้ายและแตกต่างของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ พิมพ์ใหญ่ เปรียบเทียบกับพิมพ์กลาง ตามแนวทางของนิรนาม
ส่วนที่คล้ายกัน
- ขอบทั้งสี่ด้านไม่ปรากฏขอบแม่พิมพ์เหมือนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อื่น และไม่ปรากฏรอยสันครูด (ขอบปลิ้น) ขึ้นด้านหน้า เนื่องจากพระพิมพ์นี้ส่วนใหญ่มีความหนาเป็นพิเศษ วิธีการตัดเนื้อเกินต้องทำด้วยความประณีต โดยจรดตอกไม้ไผ่ให้พอดีกับเส้นขอบแม่พิมพ์แล้วลากเขี่ยเนื้อส่วนเกินออกทางด้านข้างแทนการยกตอกขึ้น
- เส้นซุ้มครอบแก้วเรียวเล็กและบางกว่าเส้นซุ้มของพระสมเด็จพิมพ์อื่น เรียกว่าซุ้มเส้นลวด
- พระเศียรกลมใหญ่คล้ายบาตรพระ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแม่พิมพ์ว่า "เศียรบาตร" ในองค์ที่กดลึกและติดชัดจะเห็นหู ตา จมูก และปากชัดเจน
- พระเกศเป็นลักษณะปลีบัวตูมสั้นจรดซุ้มครอบแก้ว
- พระกรรณหนาและใหญ่เป็นรูปบายศรี
- หัวไหล่ด้านซ้ายขององค์พระนูนสูงกว่าหัวไหล่ด้านขวาและเอียงลาดจากซ้ายไปขวา เนื่องจากส่วนบนของหัวไหล่ข้างซ้ายเป็นจุดเริ่มต้นของสังฆาฏิจึงนูนสูงกว่า ในองค์ที่ติดชัดจะปรากฏเส้นสังฆาฏินูนจากหัวไหล่ซ้ายลงมาถึงพระอุทรเป็นแผ่นหนาสวยงาม
- จุดสำคัญที่เรียกว่า "จุดตาย" คือระหว่างปลายสุดของเส้นซุ้มครอบแก้วด้านขวามือขององค์พระจะมีเส้นโค้งเรียวบางวิ่งเชื่อมกับปลายฐานชั้นที่ 1
- หัวฐานชั้นที่ 1 ทั้ง 2 ข้างเป็นหน้าตัด (ตั้งฉากกับขอบล่าง)
- ระหว่างกลางของฐานชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 มีรอยยุบตรงกลางฐานเป็นทางยาว
- ฐานทั้ง 3 ชั้นไม่ปรากฏลักษณะของฐานหัวสิงห์
- ในองค์ที่พิมพ์ติดชัด เอกลักษณ์ของฐานเป็นข้อพิจารณาที่ดี คือปลายหัวฐานชั้นที่ 2 ทางด้านขวามือองค์พระจะชนกับซุ้มครอบแก้ว ส่วนปลายหัวฐานชั้นที่ 2 ด้านขวามือขององค์พระจะห่างจากซุ้มครอบแก้ว และฐานชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 มีความยาวไล่เลี่ยกัน
ส่วนที่แตกต่างกัน
- ในพิมพ์ใหญ่ ลำพระกรข้างขวาขององค์พระจะโค้งและห่างจากลำพระองค์มากกว่าลำพระกรข้างซ้าย ทำให้ดูเหมือนพระกรข้างขวากางออกมากกว่าพระกรข้างซ้าย ส่วนในพิมพ์กลาง พระกรทั้งสองข้างทอดตรงลงมามากกว่า มีความโค้งน้อยกว่า และระยะห่างจากลำพระองค์เท่ากันและได้สัดส่วนกัน
- ในพิมพ์ใหญ่ พระเพลาหรือหน้าตักขององค์พระจะโค้งเป็นรูปเรือ และปลายเข่าทั้งสองข้างยื่นเรียวแหลมขึ้นไปเหนือหน้าตักอย่างชัดเจน สำหรับพิมพ์กลาง พระเพลาหรือหน้าตักโค้งน้อยกว่า และปลายเข่าทั้งสองข้างไม่ยื่นเรียวแหลมขึ้นไป
อ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระองค์ปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร พิมพ์ใหญ่ (ลำพระกรข้างขวาโค้งและห่างจากลำพระองค์มากกว่าพระกรข้างซ้าย) ที่มีความงดงามมาก มีคราบขี้กรุหนาปกคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง วรรณะสีน้ำตาล ซึ่งเป็นวรรณะของคราบขี้กรุพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา มีเอกลักษณ์คือไม่มีเส้นซุ้มด้านล่าง ขอบพระไม่ปรากฏขอบปลิ้น สังเกตเห็นเส้นจงอยปากนกเชื่อมระหว่างปลายเส้นซุ้มด้านขวามือกับขอบมุมฐานชั้นที่ 1 ล่างสุด ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ปรากฏคราบกรุสีน้ำตาลเข้ม มีรอยตราประทับสีม่วงของทางวัดบริเวณด้านล่าง มีรอยปริที่ขอบเล็กน้อยหรือที่เรียกว่า "รอยปูไต่" ซึ่งมักไม่พบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อื่น เป็นองค์ต้นแบบที่ดีในการศึกษาเกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์



