UNSC เตรียมลงมติร่างบาห์เรน ไฟเขียวใช้ "ทุกมาตรการป้องกันที่จำเป็น" คุ้มกันการเดินเรือในฮอร์มุซ
วันนี้ (3 เมษายน 2569) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC กำลังเตรียมการลงมติในเช้าวันเสาร์ที่ 4 เมษายน เกี่ยวกับร่างมติสำคัญที่เสนอโดยประเทศบาห์เรน ซึ่งมีเนื้อหาหลักคือการเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้ "ทุกมาตรการป้องกันที่จำเป็น" เพื่อรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เปิดข้อมติบาห์เรน "ทุกวิถีทาง" เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
ร่างข้อมติที่บาห์เรนเสนอต่อ UNSC และถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออย่าง CNN ระบุสาระสำคัญว่า ให้อำนาจแก่ประเทศต่าง ๆ ในการใช้ "มาตรการป้องกันที่จำเป็นทุกประการ" เพื่อรับรองความปลอดภัยในการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่ปัจจุบันกำลังถูกคุกคามจากการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ร่างข้อมตินี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในเขตน่านน้ำสากล แต่ยังครอบคลุมไปถึงการให้อำนาจรัฐสมาชิกที่เข้าร่วม ไม่ว่าจะดำเนินการเดี่ยวหรือรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรกองเรือ สามารถปฏิบัติการภายในน่านน้ำอาณาเขตของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบได้ด้วย หากมีความจำเป็นเพื่อขัดขวางหรือยับยั้งความพยายามใด ๆ ที่จะปิดกั้นหรือขัดขวางการเดินเรือสากล
โดยจะมีระยะเวลาบังคับใช้อย่างน้อย 6 เดือนนับจากวันที่ประกาศรับรอง และกำหนดให้รัฐที่ร่วมปฏิบัติการต้องรายงานผลต่อ UNSC ทุกรายไตรมาส
ซาอุดีอาระเบียต่อสายตรง "รัสเซีย-จีน" ห้ามวีโต้
แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า เดิมทีการโหวตกำหนดจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน ตามเวลาสหรัฐอเมริกา แต่ได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นเช้าวันเสาร์ที่ 4 เมษายน ตามเวลาสหรัฐอเมริกา เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาระดับสูงในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะบทบาทของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ทรงต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นระบุว่า รัสเซียอาจจะไม่ขัดขวาง หรือไม่ออกเสียงคัดค้านข้อมตินี้ เพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่กำลังกังวลเรื่องเสถียรภาพน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ยังอยู่ที่ประเทศจีน โดยมีรายงานว่าเจ้าชายซาอุดีอาระเบียเตรียมจะหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของปักกิ่งในลำดับถัดไป แต่ทูตจีนประจำสหประชาชาติ "ฟู่ คง" ได้ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านอย่างรัดกุมผ่านถ้อยแถลงต่อสภาความมั่นคงฯ ว่า การให้อำนาจใช้กำลังทางทหารในลักษณะนี้ คือการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงที่ขัดต่อกฎหมายสากล และจะเป็นการกระตุ้นให้สถานการณ์เลวร้ายลงจนยากจะควบคุม ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจและสันติภาพของโลก
ร่างมติระบุพฤติกรรมอิหร่านละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ในร่างมติดังกล่าวได้บรรยายถึงพฤติกรรมของอิหร่านว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน และเตือนว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป จะเกิดผลกระทบที่ย้อนกลับมาทำลายการค้าโลก ความมั่นคงทางพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของทุกประเทศสมาชิก โดยย้ำว่าเรือและเครื่องบินทุกลำมีสิทธิ์ในการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยที่ "ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขวาง"
นอกจากนี้ ร่างมติยังเรียกร้องให้รัฐที่เข้าร่วมปฏิบัติการทางเรือต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และต้องมั่นใจว่าการดำเนินการนั้นเป็นไปตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล โดยระบุชัดเจนว่าอำนาจนี้จะใช้เฉพาะกับกรณีช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น เพื่อไม่ให้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจถูกนำไปอ้างอิงในพื้นที่ทับซ้อนอื่น ๆ ทั่วโลก
ความละเอียดอ่อนต่อประเด็นอธิปไตยและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น
แม้ว่าชาติตะวันตกส่วนใหญ่จะเห็นชอบกับการปกป้องเส้นทางการค้า แต่การอนุมัติให้กองเรือต่างชาติเข้าไปปฏิบัติการรวมถึงในเขตน่านน้ำอาณาเขต ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากต่อประเด็นอธิปไตยของชาติชายฝั่ง ซึ่งแน่นอนว่าอิหร่านย่อมมองว่านี่คือการประกาศสงครามทางอ้อมและการรุกล้ำอธิปไตยของตน
ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังผลักดันนโยบายกดดันอิหร่านขั้นสูงสุด การที่บาห์เรนซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้เสนอมติครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมในนามสหประชาชาติ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้ หากการเจรจาทางการทูตล้มเหลวและอิหร่านยังคงเดินหน้าปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน



